- โฆษณา -

มหาวิทยาลัยได้อะไรจากการประกันคุณภาพ?

มองผ่านข้อมูล10 ก.ย. 2569 • 06:00 น.
มหาวิทยาลัยได้อะไรจากการประกันคุณภาพ?

มองผ่านข้อมูล

รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์

ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

- โฆษณา -

ภาพที่คุ้นเคยในมหาวิทยาลัยหลายแห่งเมื่อถึงช่วงเวลาของ “การประกันคุณภาพ” ไม่พ้นการประชุม การจัดเตรียมข้อมูล การตรวจสอบตัวชี้วัด การรวบรวมเอกสารและหลักฐาน เพื่อให้พร้อมสำหรับการประเมิน บางแห่งเตรียมกันเป็นเดือน บางแห่งทำกัน ทั้งปี และเมื่อการประเมินเสร็จสิ้น ทุกคนก็โล่งใจ แล้วกลับไปทำงานตามปกติ รอจนกว่ารอบการประเมินครั้งใหม่จะเวียนมาอีกครั้ง

แล้วคนมหาวิทยาลัยหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องเคยถามกันหรือไม่ว่า หลังจากลงแรง(คน) ใช้เวลา และใช้ทรัพยากรไปกับเรื่องนี้ “มหาวิทยาลัยได้อะไรจากการประกันคุณภาพ?”

ถ้าคำตอบคือ “ได้คะแนน” “ได้ผลการประเมิน” หรือ “ผ่านเกณฑ์” ก็คงต้องถามต่อว่า...แล้วหลังจากนั้นล่ะ?

เพราะหัวใจของการประกันคุณภาพ หรือ Quality Assurance: QA ไม่ได้อยู่ที่การทำให้มหาวิทยาลัย “ผ่านการประเมิน” แต่อยู่ที่การทำให้มหาวิทยาลัย “รู้จักตัวเอง และพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้น”

เรื่องนี้ยิ่งสำคัญเมื่อโลกของอุดมศึกษากำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว รายงาน Higher Education Global Trends Report 2026 ของ UNESCO ระบุว่า ในปี 2024 ทั่วโลกมีนักศึกษาระดับอุดมศึกษาถึง 269 ล้านคน เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปี 2000 และปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการรับรองและอยู่ภายใต้ระบบประกันคุณภาพมากกว่า 22,000 แห่งทั่วโลก แต่อัตราการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโททั่วโลกประมาณ 27% เท่านั้น

ตัวเลขนี้กำลังบอกว่า “คนเรียนมากขึ้น” ไม่ได้แปลว่า “คุณภาพดีขึ้น” โดยอัตโนมัติ และการเปิดหลักสูตรจำนวนมากก็ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนจะประสบความสำเร็จเสมอไป

การประกันคุณภาพมีความหมายมากกว่าการตรวจเอกสาร เพราะสิ่งแรกที่มหาวิทยาลัยได้คือ “การมองเห็นตัวเองตามความเป็นจริง” มหาวิทยาลัยอาจมีหลักสูตรจำนวนมาก มีอาจารย์คุณวุฒิสูง มีงานวิจัย มีโครงการบริการวิชาการ และมีกิจกรรมสำหรับนักศึกษามากมาย แล้วสิ่งเหล่านั้นทำให้ผู้เรียนดีขึ้นอย่างไร? บัณฑิตมีสมรรถนะตรงกับโลกการทำงานหรือไม่? งานวิจัยสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร? และทรัพยากรที่มหาวิทยาลัยใช้ไปสร้างคุณค่าให้กับใครบ้าง?  QA ที่ดีทำหน้าที่เหมือน “กระจก” ที่ทำให้เห็นว่า “ตัวจริงของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร” ทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน และสิ่งที่ควรปรับปรุง

สิ่งที่สองที่มหาวิทยาลัยได้ คือ “ข้อมูลสำหรับตัดสินใจ” ผู้บริหารอาจเคยใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเป็นฐานสำคัญในการตัดสินใจ แต่วันนี้มหาวิทยาลัยต้องรู้ว่า หลักสูตรใดกำลังเติบโต หลักสูตรใดต้องปรับตัว นักศึกษายังขาดทักษะอะไร นายจ้างต้องการสมรรถนะอะไร งบประมาณที่ลงทุนไปเกิดผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด และอะไรคือเรื่องที่ควรทำก่อนหรือหลัง เมื่อข้อมูลจาก QA ถูกนำมาเชื่อมกับยุทธศาสตร์ งบประมาณ KPI ผลลัพธ์การเรียนรู้ และเสียงสะท้อนจากนักศึกษา ศิษย์เก่า นายจ้าง และสังคม การประกันคุณภาพจะเปลี่ยนจาก “ภาระของคนทำ QA” มาเป็น “เครื่องมือของคนบริหารมหาวิทยาลัย”

สิ่งที่สาม คือ “ความเชื่อมั่น” ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยไม่สามารถประกาศว่าตัวเองมีคุณภาพแล้วคาดหวังให้ทุกคนเชื่อทันที ผู้เรียนและผู้ปกครองมีข้อมูลมากขึ้น นายจ้างเลือกคนได้มากขึ้น ขณะที่ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยก็ข้ามพรมแดนมากขึ้นเช่นกัน การได้รับการประเมินจากหน่วยงานภายนอกเปรียบเสมือนการมี “บุคคลที่สาม” มาช่วยยืนยันว่าคุณภาพที่มหาวิทยาลัยกล่าวถึงนั้นมีหลักฐานรองรับ

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ AUN-QA หรือระบบประกันคุณภาพของเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน ข้อมูลที่เผยแพร่โดย AUN-QA ระบุว่า ประเทศไทยมีการประเมินแล้ว 58 ครั้ง ครอบคลุม 177 หลักสูตร ขณะที่ในเดือนพฤษภาคม 2026 การประเมินระดับหลักสูตรของ AUN-QA ในภูมิภาคมีการประเมินแล้วไม่ต่ำกว่า 500 ครั้ง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “คุณภาพ” กำลังกลายเป็นภาษากลางของอุดมศึกษาที่ใช้สร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับระหว่างสถาบันและระหว่างประเทศ

สิ่งที่สี่ และน่าจะมีค่ามากที่สุด คือ “วัฒนธรรมคุณภาพ” มหาวิทยาลัยที่มีวัฒนธรรมคุณภาพไม่ควรรอให้กรรมการมาประเมินแล้วถามว่า “หลักฐานอยู่ไหน?” แต่คนมหาวิทยาลัยควรถามกันอยู่เสมอว่า “สิ่งที่เราทำดีขึ้นกว่าเดิมหรือยัง?” สอนแล้วนักศึกษาเก่งขึ้นหรือไม่? ทำวิจัยแล้วใครได้ประโยชน์? จัดโครงการแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร? ใช้งบประมาณแล้วได้ผลลัพธ์คุ้มค่าหรือไม่? และถ้ายังไม่ดีพอ...จะทำอย่างไรให้ดีขึ้น?

ยิ่งวันนี้มหาวิทยาลัยกำลังเผชิญกับ AI การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน จำนวนผู้เรียน โครงสร้างประชากร และการแข่งขันที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมหาวิทยาลัยด้วยกันเอง ทำให้ต้องคิดว่าหากโลกเปลี่ยนเร็วกว่ารอบการประเมิน มหาวิทยาลัยจะยังประกัน “คุณภาพของเมื่อวาน” เพื่อใช้กับ “โลกของวันพรุ่งนี้” ได้หรือไม่?

มหาวิทยาลัยอาจได้คะแนน ได้รายงาน ได้ข้อเสนอแนะ หรือได้ใบรับรองจากการประกันคุณภาพ สิ่งเหล่านั้นเป็น “ผลที่มองเห็น” แต่สิ่งที่มีค่ามากกว่าคือ มหาวิทยาลัย รู้จักตัวเองมากขึ้น ใช้ข้อมูลเก่งขึ้น ตัดสินใจแม่นขึ้น ได้รับความเชื่อมั่น

มากขึ้น และสร้างระบบที่ทำให้ทุกคนอยากทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น หลังการประเมิน QA ควรถามกันให้มากขึ้นว่า “หลังจากประกันคุณภาพแล้ว...มหาวิทยาลัยของเราดีขึ้นตรงไหน?” ถ้ายังตอบไม่ได้...บางทีสิ่งที่ควรประเมินในรอบต่อไป อาจเป็น “คุณภาพของการประกันคุณภาพ” เองด้วย ท่านผู้อ่านคิดเห็นประการใดสะท้อนสู่กันบ้างครับ