เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยยุคนี้...ไม่ใช่ง่าย ๆ

รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
เสียงสะท้อนจากนักศึกษาบางส่วนที่ว่า “ไม่อยากเรียนกับนักวิชาการ แต่อยากเรียนกับคนที่มีประสบการณ์จริง” เป็นประโยคสั้น ๆ ที่คนในมหาวิทยาลัยไม่ควรมองผ่าน เพราะเบื้องหลังถ้อยคำดังกล่าวอาจไม่ใช่การปฏิเสธคุณค่าของนักวิชาการ แต่เป็นการบอกอย่างมีนัยถึงความคาดหวังใหม่ต่อการเรียนระดับอุดมศึกษาว่า สิ่งที่เรียนต้องเชื่อมโยงกับชีวิต การทำงาน และอนาคตได้จริง
ความท้าทายของคนเป็นอาจารย์ในวันนี้ ในอดีต ความเชี่ยวชาญในศาสตร์และความสามารถในการถ่ายทอดความรู้เพียงพอสำหรับการยืนอยู่หน้าชั้นเรียน แต่โลกการเรียนรู้ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว ความรู้ไม่ได้ผูกขาดอยู่กับตำรา ห้องสมุด หรือผู้สอน นักศึกษาสามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ หลักสูตรออนไลน์ คลิปวิดีโอ ฐานข้อมูล และ Generative AI ได้ตลอด 24 ชั่วโมง บทบาทของอาจารย์เคลื่อนจาก “ผู้บรรยาย” ไปสู่ผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ โค้ช พี่เลี้ยง ผู้คัดสรรความรู้ ผู้ประเมิน และผู้ใช้ดุลยพินิจในการทำงานร่วมกับ AI
ตัวเลขยิ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้ชัดเจนขึ้น Chegg Global Student Survey 2025 ซึ่งดำเนินการสำรวจโดย Yonder Consulting เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1–23 ตุลาคม 2024 จากนักศึกษาระดับปริญญาตรีอายุ 18–21 ปี จำนวน 11,706 คน ใน 15 ประเทศ ครอบคลุมทั้ง 6 ทวีปที่มีประชากรอาศัยอยู่ พบว่า 80% ของนักศึกษาที่สำรวจเคยใช้ Generative AI สนับสนุนการเรียน และเมื่อประสบปัญหากับเนื้อหาหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 29% เลือกใช้ AI เป็นแหล่งช่วยเหลืออันดับแรก ขณะที่มีเพียง 8% ที่เลือกขอความช่วยเหลือจากอาจารย์หรือผู้ช่วยสอนเป็นอันดับแรก
ตัวเลข 8% ไม่ได้บอกว่าอาจารย์หมดความสำคัญ แต่กำลังชี้ให้เห็นว่า “การมีความรู้” อย่างเดียว ไม่พอที่จะรักษาคุณค่าของอาจารย์ไว้เช่นเดิม เพราะสิ่งที่เคยต้องรอถามในชั้นเรียน วันนี้ผู้เรียนได้รับคำตอบเบื้องต้นภายในไม่กี่วินาที
น่าสนใจยิ่งกว่านั้น นักศึกษาที่ใช้ AI จำนวน 53% ยังกังวลเรื่องข้อมูลผิดหรือไม่ถูกต้อง และ 49% ต้องการให้มีความเชี่ยวชาญของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการสร้างคำตอบ ตรงนี้สำคัญมากเพราะคือพื้นที่ใหม่ของอาจารย์ ยิ่งผู้เรียนเข้าถึงข้อมูลได้มาก คนที่ช่วยตรวจสอบ ตั้งข้อสังเกต เชื่อมโยง และทำให้ข้อมูลกลายเป็นความรู้ที่ใช้ได้จริง ยิ่งมีความจำเป็น
เสียงเรียกร้องที่ว่า “อยากเรียนกับคนมีประสบการณ์” ควรถูกนำมาตีความใหม่ ประสบการณ์มีคุณค่า เพราะทำให้ทฤษฎีมีชีวิต ผู้ที่ผ่านสนามจริงสามารถบอกได้ว่าสิ่งใดเกิดขึ้นจริง อะไรไม่ได้เป็นไปตามตำรา ความผิดพลาดเกิดตรงไหน และการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดต้องอาศัยอะไร แต่ประสบการณ์ของบุคคลหนึ่งก็มีข้อจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าขาดการวิเคราะห์ หลักฐาน และกรอบความคิด ประสบการณ์ก็อาจกลายเป็นเรื่องเล่าความสำเร็จที่ใช้ได้กับบางเวลา บางสถานที่ และบางสถานการณ์เท่านั้น
ในทำนองเดียวกัน วิชาการที่ไม่สามารถเชื่อมกับโลกจริง ก็ยากที่จะทำให้ผู้เรียนเห็นคุณค่า อุดมศึกษาไม่ควรถูกบีบให้เลือกระหว่าง “นักวิชาการ” กับ “นักปฏิบัติ” แต่ต้องสร้างคนสอนรุ่นใหม่ที่มีทั้ง Academic Depth และ Professional Relevance มีความลึกทางวิชาการและสามารถทำให้ความรู้นั้นสัมพันธ์กับโลกของการทำงาน
ด้วยเหตุนี้ “คุณสมบัติของอาจารย์มหาวิทยาลัยยุคใหม่” ควรมีอย่างน้อย 6 ประการ คือ
หนึ่ง รู้จริงในศาสตร์ ไม่ใช่รู้แต่ข้อมูล แต่ต้องเข้าใจหลักคิด ที่มา หลักฐาน และข้อจำกัดของความรู้ เพื่ออธิบายได้ว่าอะไรจริง อะไรยังไม่แน่นอน และอะไรต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
สอง เชื่อมทฤษฎีกับการปฏิบัติได้ ห้องเรียนต้องมีโจทย์จริง กรณีศึกษา โครงงาน การฝึกปฏิบัติ และความร่วมมือกับภาควิชาชีพ เอกสารด้านการเรียนรู้ร่วมสมัยเสนอทั้ง Problem-based Learning, Project-based Learning การฝึกงาน และการเรียนรู้ที่บูรณาการกับการทำงานเป็นองค์ประกอบสำคัญของการศึกษาในปัจจุบัน
สาม รู้เท่าทัน AI ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แต่ต้องรู้ว่า AI ใช้ทำอะไรได้ ผลลัพธ์ส่วนใดต้องตรวจสอบ มีความเสี่ยงด้านอคติ จริยธรรม ความเป็นส่วนตัว และความซื่อสัตย์ทางวิชาการอย่างไร ซึ่งจากผลสำรวจ Global AI Faculty Survey 2025 ของ Digital Education Council จากอาจารย์ 1,681 คน ในสถาบันอุดมศึกษา 52 แห่ง ครอบคลุม 28 ประเทศ พบว่า 40% มองว่าตนเองยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการรู้เท่าทัน AI ขณะที่มีเพียง 17% ที่อยู่ในระดับก้าวหน้าหรือผู้เชี่ยวชาญ และ 80% รู้สึกว่ายังขาดความชัดเจนว่า AI ควรถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการสอนภายในสถาบันของตนอย่างไร ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่าการ Reskill อาจารย์ไม่ใช่ทางเลือกอีกแล้ว
สี่ ออกแบบการเรียนรู้เป็น เพราะว่า AI เขียนรายงานได้ การสั่งรายงานแล้วรออ่านผลงานสุดท้ายไม่พออีกต่อไป อาจารย์ต้องออกแบบให้เห็นกระบวนการคิด การแก้ปัญหา การอธิบายเหตุผล การอภิปราย และการปกป้องผลงานด้วยตนเอง
ห้า มีประสบการณ์หรือเข้าถึงประสบการณ์จริง อาจารย์ไม่จำเป็นต้องเคยทำทุกอาชีพ แต่ต้องไม่ตัดขาดจากโลกวิชาชีพ การทำวิจัยกับภาคปฏิบัติ การทำงานร่วมกับสถานประกอบการ การเชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมสอน หรือการนำปัญหาจริงมาเป็นโจทย์ เป็นการทำให้ห้องเรียนเชื่อมต่อกับโลกภายนอก
และ หก มีความเป็นมนุษย์ ฟังเป็น เข้าใจผู้เรียน ให้ Feedback ที่มีความหมาย เป็นที่ปรึกษา และมองเห็นศักยภาพที่แตกต่างกันของนักศึกษา เพราะความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับนักศึกษายังคงเป็นหัวใจที่เทคโนโลยีไม่อาจนำมาแทนที่
ทั้งหมดนี้ทำให้การเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยยุคนี้ “ไม่ใช่ง่าย” จริง ๆ เพราะสังคมยังต้องการความเป็นนักวิชาการ นักศึกษาต้องการประสบการณ์จริง มหาวิทยาลัยต้องการผลงาน เทคโนโลยีบังคับให้เรียนรู้ใหม่ ขณะที่อาจารย์ยังต้องสอน วิจัย บริการวิชาการ ดูแลนักศึกษา และพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน
การพัฒนาอาจารย์ไม่ควรถูกผลักให้เป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคลทั้งหมด มหาวิทยาลัยต้องสร้างระบบสนับสนุน ทั้งเวลา งบประมาณ การพัฒนาทักษะ ชุมชนวิชาชีพ นโยบาย AI และเส้นทางความก้าวหน้าที่ให้คุณค่ากับการพัฒนาการสอนอย่างจริงจัง
นักศึกษาอาจไม่จำเป็นต้องเลือกว่าต้องการเรียนกับ “นักวิชาการ” หรือ “คนมีประสบการณ์” เพราะอาจารย์มหาวิทยาลัยที่โลกยุคใหม่ต้องการ ควรเป็นนักวิชาการที่เข้าใจโลกจริง เป็นนักปฏิบัติที่อธิบายสิ่งที่ทำด้วยหลักวิชา เป็นนักออกแบบการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน และเป็นมนุษย์ที่ยังมองเห็นมนุษย์อีกคนหนึ่งในตัวผู้เรียนครับ