OECD Series EP1: OECD คือใคร? ทำไมประเทศไทยถึงอยากเข้า

มองโลก เหลียวไทย1 ก.ย. 2569 • 16:57 น.
OECD Series EP1: OECD คือใคร? ทำไมประเทศไทยถึงอยากเข้า
มองโลก เหลียวไทย
มองโลก เหลียวไทย

 

เชื่อว่าคำว่า OECD น่าจะเป็นคำที่เริ่มได้ยินกันหนาหูมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องด้วยประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายเพื่อเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ในอนาคตอันใกล้ วันนี้เรามาทำความรู้จัก OECD กันครับ 

หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของไทยคือการก้าวจากประเทศรายได้น้อยขึ้นมาเป็นประเทศรายได้ปานกลาง เราสร้างถนน สร้างโรงงาน ส่งเสริมการส่งออก ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และเชื่อมเศรษฐกิจไทยเข้ากับเศรษฐกิจโลก จนประเทศไทยพัฒนาไปจากจุดเดิมไม่น้อย แน่นอนว่า วันนี้เป้าหมายจึงเปลี่ยนไปสู่เป้าหมายที่สูงขึ้น เราจะก้าวจากประเทศรายได้ปานกลางไปเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างไร? จึงกลายเป็นคำถามสำคัญ 

ซึ่งหนึ่งในคำตอบที่รัฐบาลไทยกำลังเลือกเดิน คือการสมัครเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD นั่นเอง 

Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ไม่ใช่ธนาคารโลกที่มีบทบาทสำคัญในการให้เงินกู้เพื่อการพัฒนา ไม่ใช่ IMF ที่เรามักได้ยินชื่อในยามประเทศต่าง ๆ เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ และไม่ใช่ WTO ซึ่งมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดกติกาการค้าระหว่างประเทศ 

หากจะอธิบายอย่างง่ายที่สุดน่าจะกล่าวได้ว่า OECD คือ พื้นที่รวมตัวของประเทศที่ต้องการสร้างมาตรฐานการบริหารประเทศที่ดีร่วมกัน 

ปัจจุบัน OECD มีสมาชิก 38 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสถาบันค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย หรือประเทศในยุโรปอีกจำนวนมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจของ OECD นั้นไม่ใช่แค่ประเทศสมาชิกเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงสิ่งที่ประเทศเหล่านี้ทำร่วมกันด้วยเช่นกัน 

OECD โฟกัสในหลายมิติ ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ การลงทุน ภาษี การแข่งขันทางการค้า ตลาดทุน การศึกษา แรงงาน สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาลภาครัฐ การต่อต้านการทุจริต ไปจนถึงเศรษฐกิจดิจิทัล พูดอีกอย่างหนึ่งคือ แทบทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำถามว่า รัฐที่ดีควรบริหารประเทศอย่างไร? ล้วนอยู่ในพื้นที่การทำงานของ OECD 

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเข้าเป็นสมาชิก OECD จึงแตกต่างจากการเข้าเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศทั่วไป เพราะ OECD ไม่ได้ถามประเทศไทยเพียงว่า คุณอยากเป็นสมาชิกหรือไม่แต่กำลังถามประเทศไทยว่า กฎหมาย สถาบัน และวิธีบริหารประเทศของคุณ พร้อมที่จะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกับประเทศสมาชิกหรือยัง?” ซึ่งแน่นอนว่า การจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขาได้ เราก็ต้องพัฒนามาตรฐานในด้านต่างๆที่กล่าวมาเยอะแยะนั้น ให้ทัดเทียมกับเขา 

คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วทำไมประเทศไทยต้องพยายามเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ OECD? 

คำตอบประการแรกคือ ความน่าเชื่อถือ ในโลกที่เงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายข้ามประเทศได้อย่างรวดเร็ว นักลงทุนไม่ได้มองเพียงค่าแรง ราคาที่ดิน หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ยังมองคุณภาพของกฎหมาย ความโปร่งใสของรัฐ การแข่งขันที่เป็นธรรม และความแน่นอนของนโยบาย การผ่านมาตรฐาน OECD จึงเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณว่า ประเทศไทยกำลังยกระดับ กติกาของประเทศให้เข้าใกล้มาตรฐานสากลมากขึ้น 

ประการที่สองคือ การใช้ OECD เป็นเครื่องมือผลักดันการปฏิรูปประเทศ ประเทศไทยพูดเรื่องการปฏิรูปมาหลายสิบปี เราพูดถึงการลดกฎระเบียบ การแก้คอร์รัปชัน การเพิ่มการแข่งขัน การปฏิรูประบบราชการ การยกระดับการศึกษา และการเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจอยู่เสมอ ปัญหาคือ หลายเรื่องพูดง่ายแต่ทำยาก เพราะการปฏิรูปแทบทุกครั้งย่อมกระทบกับผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม 

กระบวนการเข้า OECD จึงน่าสนใจตรงที่มันสร้าง แรงกดดันเชิงบวกขึ้นมา เมื่อประเทศไทยประกาศว่าจะเข้า OECD เราไม่ได้เพียงสมัครสมาชิกองค์กรหนึ่ง แต่กำลังประกาศต่อประชาคมระหว่างประเทศว่า เราพร้อมจะยกระดับกฎหมาย สถาบัน และนโยบายของตัวเองให้เข้าใกล้มาตรฐานที่สูงขึ้น รวมถึงเกิดแรงกระตุ้นให้ทุกองคาพยพต้องเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน

 และประการสุดท้าย คือ โจทย์การหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง OECD ประเมินว่า แม้มาตรฐานชีวิตของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่การไล่ตามระดับรายได้ของประเทศ OECD เริ่มชะลอลง ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งผลิตภาพที่เติบโตไม่เร็วพอ สังคมสูงวัย เศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ ความท้าทายด้านทักษะแรงงาน และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว 

นี่คือโจทย์ที่ประเทศไทยไม่สามารถแก้ได้ด้วยการสร้างถนนเพิ่มอีกไม่กี่สาย หรือดึงนักท่องเที่ยวเพิ่มอีกไม่กี่ล้านคน เพราะการแข่งขันของโลกยุคใหม่ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครผลิตของได้ถูกกว่า แต่วัดกันว่า ใครมีสถาบันที่ดีกว่า คนมีทักษะกว่า รัฐมีประสิทธิภาพกว่า และกติกาของประเทศน่าเชื่อถือกว่ากัน ดังนั้น หากมองให้ลึก การสมัคร OECD จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงนโยบายต่างประเทศ หรือเป็นเรื่องของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่มันคือคำถามเรื่อง อนาคตของประเทศไทย ที่ทุกภาคส่วนทั้งการเมือง ภาครัฐ เอกชน และประชาชนต้องช่วยกันตอบ 

อย่างไรก็ตาม การเข้า OECD ก็ไม่ใช่ยาวิเศษ ไม่มีหลักประกันว่าทันทีที่มีป้ายคำว่า “OECD Member” ติดอยู่หลังชื่อประเทศไทยแล้ว เศรษฐกิจจะโตทันที นักลงทุนจะหลั่งไหลเข้ามา ความเหลื่อมล้ำจะหายไป หรือระบบราชการจะมีประสิทธิภาพขึ้นในชั่วข้ามคืน ดังนั้น คุณค่าที่แท้จริงของกระบวนการนี้จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ วันที่ประเทศไทยได้เป็นสมาชิกแต่อยู่ที่ว่า ระหว่างทางประเทศไทยยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองมากเพียงใด เพราะในมุมหนึ่ง OECD จะเข้ามาเป็นกระจกให้ประเทศไทยได้ส่องทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองอย่างละเอียด ตั้งแต่ระบบเศรษฐกิจ การศึกษา ตลาดแรงงาน การแข่งขัน ธรรมาภิบาล ไปจนถึงการทำงานของภาครัฐ 

บางสิ่งที่เห็นในกระจกนั้นอาจไม่สวยงามนัก แต่หากประเทศไทยจริงจังกับเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้ว นี่อาจเป็นกระจกบานหนึ่งที่เราจำเป็นต้องกล้ามอง และนั่นนำไปสู่คำถามสำคัญของตอนต่อไปว่า ก่อนที่ประเทศไทยจะได้รับบัตรสมาชิก OECD เราต้องผ่าน ข้อสอบอะไรบ้าง? เพราะการสอบครั้งนี้ ไม่ได้สอบรัฐบาลเพียงรัฐบาลเดียว แต่กำลังสอบ โครงสร้างของประเทศไทยทั้งประเทศ 

ติดตามตอนต่อไปครับ 

ยังไม่เอวัง