- โฆษณา -

พระองค์ภา กับความมั่นคงระหว่างประเทศ

มองโลก เหลียวไทย17 มิ.ย. 2569 • 08:00 น.
พระองค์ภา กับความมั่นคงระหว่างประเทศ

ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ

- โฆษณา -

รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า 

วันที่ศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เป็นอีกวันที่คนไทยทั้งแผ่นดินต้องใจสลาย เมื่อได้ทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีฯ หรือ “พระองค์ภา” ของปวงชนชาวไทย หลังทรงพระประชวรมาเป็นเวลานาน

เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระองค์ท่าน ในฐานะที่มองโลกเหลียวไทย เป็นคอลัมน์ว่าด้วยความมั่นคงระหว่างประเทศ วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่ทรงอุทิศพระองค์ให้แก่ความมั่นคงของมนุษยชาติ

ในสายตาของประชาชนทั่วไป พระองค์อาจเป็นที่จดจำในฐานะพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ในสายตาของประชาคมระหว่างประเทศ พระองค์ทรงเป็นมากกว่านั้น พระองค์คือหนึ่งในบุคคลสำคัญของโลกที่ได้รับการยอมรับในด้าน “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) และ “กระบวนการยุติธรรม” (Criminal Justice) ซึ่งถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของบริบทความมั่นคงระหว่างประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบัน

เมื่อกล่าวถึงความมั่นคง หลายคนมักนึกถึงกำลังทหาร อาวุธ หรือการป้องกันประเทศจากภัยคุกคามภายนอก แต่โลกในศตวรรษที่ 21 ได้ขยายความหมายของคำว่าความมั่นคงออกไปอย่างมาก

ปัจจุบัน นักวิชาการและองค์การระหว่างประเทศต่างยอมรับว่า ความมั่นคงไม่ได้หมายถึงเพียงการปกป้องอาณาเขตของรัฐ หากแต่รวมถึงความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ซึ่งความยุติธรรมทางสังคม สิทธิมนุษยชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม รวมถึงการสร้างสถาบันที่ประชาชนสามารถเชื่อมั่นได้ ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญ

หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทรงศึกษาต่อจนได้รับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐอเมริกา พระองค์มิได้ทรงเลือกเส้นทางเชิงสัญลักษณ์ หากแต่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะนักกฎหมายและอัยการอย่างแท้จริง โดยทรงเข้ารับราชการในสำนักงานอัยการสูงสุด และมีประสบการณ์ด้านกระบวนการยุติธรรมโดยตรง ประสบการณ์ดังกล่าวกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้พระองค์ทรงมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะปัญหาของผู้ต้องขังหญิง ซึ่งในอดีตมักถูกละเลยจากมาตรฐานสากลที่ออกแบบมาโดยยึดผู้ต้องขังชายเป็นหลัก

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพระองค์เสด็จเยี่ยมเรือนจำหญิงและทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังหญิง รวมถึงเด็กที่ต้องอยู่กับมารดาภายในเรือนจำ ประสบการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การริเริ่ม “โครงการกำลังใจ” และการผลักดันให้เกิดการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในระดับสากล

ความพยายามดังกล่าวมิได้หยุดอยู่เพียงในประเทศไทย แต่ได้รับการผลักดันต่อเนื่องจนกลายเป็น “Bangkok Rules” ซึ่งองค์การสหประชาชาติรับรองเป็นมาตรฐานสากลสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง ซึ่ง Bangkok Rules ถือเป็นหนึ่งในผลงานด้านนโยบายสาธารณะของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกมากที่สุดชุดหนึ่ง เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาคมโลกยอมรับอย่างเป็นทางการว่า ความต้องการและสภาพปัญหาของผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรมมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากผู้ชาย และจำเป็นต้องได้รับการดูแลที่เหมาะสมตามหลักสิทธิมนุษยชน

ในมุมมองของความมั่นคงระหว่างประเทศ ความสำคัญของ Bangkok Rules จึงมิได้จำกัดอยู่ในเรือนจำเท่านั้น ในนัยยะหนึ่ง Bangkok Rules เป็นตัวอย่างของการที่ประเทศไทยส่งออก “บรรทัดฐานสากล” (International Norms) ไปสู่ประชาคมโลก ผ่านการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมและกฎหมาย มากกว่าการใช้อำนาจทางทหารหรือเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนว่าสร้างความน่าเชื่อถือรวมถึงบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างมาก

บทบาทของพระองค์ในเวทีโลกได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จนในปี 2560 องค์การสหประชาชาติ โดยสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้แต่งตั้งพระองค์เป็น “ทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Goodwill Ambassador for the Rule of Law in Southeast Asia) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อพระวิสัยทัศน์และพระราชกรณียกิจของพระองค์

ในบทบาทดังกล่าว พระองค์ทรงเป็นตัวแทนสำคัญในการผลักดันประเด็นหลักนิติธรรม การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ การปฏิรูปเรือนจำ และการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงของรัฐและความมั่นคงของมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์

หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราจะพบว่ามีไม่กี่ประเทศที่สามารถผลักดันแนวคิดภายในประเทศจนกลายเป็นมาตรฐานระดับสหประชาชาติได้ และหากถามว่าใครคือบุคคลสำคัญที่สุดที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว คำตอบย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีฯ “พระองค์ภา” ของคนไทยทุกคน

ในวันที่ประเทศไทยสูญเสียพระองค์ เราอาจไม่ได้สูญเสียเพียงพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงคุณูปการต่อประเทศเท่านั้น หากแต่ยังสูญเสียบุคคลสำคัญผู้ทำให้ชื่อของประเทศไทยได้รับการยอมรับในเวทีความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรมระดับโลก

พระเกียรติคุณของพระองค์มิได้จำกัดอยู่ภายในพรมแดนไทย แต่ได้ถูกจารึกไว้ในบรรทัดฐานสากลของสหประชาชาติ ในแนวคิดเรื่องหลักนิติธรรม และในความพยายามของประชาคมโลกที่จะสร้างสังคมที่ยุติธรรมและปลอดภัยยิ่งขึ้น นั่นคือมรดกทางความคิดที่ยั่งยืนกว่าสิ่งใด

และนี่คือเหตุผลที่ว่า เมื่อกล่าวถึง “พระองค์ภา” เราไม่ได้กล่าวถึงเพียงเจ้าฟ้าพระองค์หนึ่งของประเทศไทย หากแต่กำลังกล่าวถึงบุคคลสำคัญของโลก ผู้ทรงใช้ความรู้ด้านกฎหมายและความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ เพื่อยกระดับความมั่นคงของสังคมโลกผ่านหลักนิติธรรมและความยุติธรรม

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

ข้าพระพุทธเจ้า คอลัมน์ มองโลกเหลียวไทย by อาจารย์จา

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง