- โฆษณา -

ทุนนิยมสวมทับศรัทธา? ดันราคา "เหรียญเหนือดวง" สวนทางศีลธรรมผู้สร้าง!

ทุนนิยมสวมทับศรัทธา? ดันราคา "เหรียญเหนือดวง" สวนทางศีลธรรมผู้สร้าง!

ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาสั่นคลอนวงการผ้าเหลืองไทย กรณีการบุกจับกุมอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ข้อหาทุจริตยักยอกเงินวัดกว่า 92 ล้านบาท และพฤติกรรมเสพเมถุนจนต้องลาสิกขาอย่างกะทันหัน ทำให้สังคมต่างตั้งคำถามถึงจุดจบของความเลื่อมใส

ทว่าในมุมกลับกัน ตลาดสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง "วงการพระเครื่อง" กลับแสดงปฏิกิริยาที่สวนทางอย่างสิ้นเชิง วัตถุมงคลชิ้นเอกอย่าง "เหรียญเหนือดวง" ปี 2549 กลับไม่ได้เสื่อมมูลค่าลงตามตัวผู้สร้าง แต่มูลค่ากลับทะยานพุ่งสูงขึ้นซึ่งปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้ฉากหน้าของความศรัทธา มีฟันเฟืองของ "ทุนนิยม" และ "จิตวิทยามวลชน" ซ่อนอยู่อย่างแยบคาย

- โฆษณา -

หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์ มูลค่าของสินทรัพย์ทุกชนิดย่อมถูกกำหนดด้วยกฎของอุปสงค์และอุปทาน วัตถุมงคลเหรียญเหนือดวง จัดสร้างขึ้นในวาระพิเศษเมื่อปี พ.ศ. 2549 ซึ่งมีจำนวนการผลิตที่จำกัดอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

แต่เมื่อเกิดข่าวฉาวระดับประเทศจนผู้สร้างต้องหลุดพ้นจากสมณเพศ สิ่งที่เกิดขึ้นในสายตาของนักลงทุนกลับไม่ใช่ความเสื่อมถอย หากแต่คือการการันตีอย่างเป็นทางการว่าจะไม่มีการผลิตซ้ำ หรือสร้างรุ่นใหม่ในนามของบุคคลนี้อีกต่อไป

เมื่อสายการผลิตถูกแช่แข็งอย่างถาวร วัตถุมงคลรุ่นนี้จึงถูกยกระดับสถานะขึ้นเป็น "สินทรัพย์หายาก" (Rare Asset) อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางอุปทานที่ถูกจำกัดขั้นสุดและสภาพเหรียญที่สมบูรณ์จะค่อยๆ ลดลงตามกาลเวลา ความต้องการที่ยังคงมีอยู่จึงกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ผลักดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับวิกฤตทางศีลธรรม

นอกเหนือจากกลไกทางเศรษฐศาสตร์แล้ว คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เมื่อคนทำผิด แล้วของที่ทำจะยังขลังอยู่หรือ? คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในกลไกการป้องกันตัวเองทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ความขัดแย้งทางสติปัญญา (Cognitive Dissonance)

เมื่อผู้คนได้ลงทุนทั้งเม็ดเงินจำนวนมหาศาลและความศรัทธาไปกับวัตถุมงคลแล้ว การต้องยอมรับว่าสิ่งที่ตนถือครองนั้นเสื่อมค่าหรือเป็นของปลอมแปลงทางใจ จะสร้างความเจ็บปวดทางจิตวิทยาอย่างรุนแรง

เพื่อรักษาสมดุลความรู้สึก มวลชนจึงสร้างเกราะป้องกันโดยการ "แยกส่วน" ระหว่างพฤติกรรมส่วนตัวของผู้สร้าง ออกจากความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลอย่างเด็ดขาด มีการสร้างวาทกรรมรองรับว่า อดีตเจ้าอาวาสเป็นเพียงสะพานเชื่อม หรือผู้ประกอบพิธีอัญเชิญบารมีขององค์จตุคามรามเทพให้มาสถิต

ความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงจึงเป็นของเทพยดาและพระเกจิรูปอื่นๆ ที่ร่วมปลุกเสกถึง 16 รูป วาทกรรมนี้ช่วยรักษาสถานะความขลังให้คงอยู่ และทำงานร่วมกับ อคติแห่งการยืนยัน (Confirmation Bias) ที่ผู้ครอบครองมักจะนำประสบการณ์ปาฏิหาริย์ส่วนตัวมาบอกเล่าซ้ำ เพื่อตอกย้ำว่าพุทธคุณยังคงทำงานอยู่ตามปกติ

ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดพระเครื่องไทยคือตลาดทุนที่ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล (Unregulated Market) ซึ่งมีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล ในระบบนี้มีกลุ่มทุนรายใหญ่หรือที่เรียกกันว่าเซียนพระทำหน้าที่เป็น Market Maker ถือครองอุปทานส่วนใหญ่ไว้ในมือ

เมื่อเกิดวิกฤตข่าวฉาว กลุ่มทุนเหล่านี้ย่อมไม่ยอมปล่อยให้พอร์ตสินทรัพย์ของตนเองต้องด้อยค่า จึงต้องใช้กลไกตลาดในการพยุงราคาเอาไว้ ซ้ำร้ายพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่งที่ประโคมข่าวการจับกุมทุกช่องทาง กลับกลายเป็นการทำ "การตลาดฟรี" ที่ดึงดูดความสนใจจากคนนอกวงการให้หันมาค้นหาข้อมูล

นักเก็งกำไรจึงอาศัยจังหวะที่กระแสตลาดกำลังเดือดในการปั่นราคา ปล่อยของ และทำกำไรจากนักลงทุนหน้าใหม่ที่กระโดดเข้ามาเพราะเกรงว่าจะตกรถ (FOMO - Fear Of Missing Out)

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัดพุทไธศวรรย์และเหรียญเหนือดวง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนพุทธที่งมงาย แต่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของ "ระบบทุนนิยมที่สวมทับอยู่บนความศรัทธา"

ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตศีลธรรมของบุคคลเพียงคนเดียว ไม่อาจสั่นคลอนโครงสร้างของตลาดที่มีผลประโยชน์นับร้อยล้านบาทค้ำยันอยู่ได้ ตราบใดที่สังคมไทยยังคงเผชิญกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และผู้คนยังคงต้องการที่พึ่งพิงทางใจเพื่อยกระดับฐานะ

มูลค่าของวัตถุมงคลก็จะไม่ถูกตัดสินด้วยจริยธรรมของผู้สร้าง แต่จะถูกกำหนดด้วยความเชื่อมั่นร่วมกันของมวลชนและกลไกตลาดทุนอย่างเบ็ดเสร็จและสมบูรณ์