ทุบกำแพงสินเชื่อ! 3 กลไกใหม่แบงก์ชาติ ต่อลมหายใจเศรษฐกิจฐานราก
ผ่าตัดใหญ่ SMEs ไทย: เมื่อยาแรงคือสัจธรรมของการ "เลือกรอด"
สี่ปีเต็ม หรือ 16 ไตรมาส คือห้วงเวลาที่กราฟสินเชื่อของธุรกิจ SMEs ไทยดิ่งลึกอยู่ในแดนลบ นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิติแห้งแล้งบนกระดาษ แต่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะ "เลือดขาดน้ำเลี้ยง" ของฟันเฟืองเศรษฐกิจฐานรากอย่างรุนแรง
บาดแผลนี้ลึกเกินกว่าจะรักษาด้วยพลาสเตอร์ยา แถลงการณ์ล่าสุดบนเวทีของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงสะท้อนภาพการตัดสินใจครั้งใหญ่ แบงก์ชาติกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ถึงเวลาเลิกจ่ายยาพาราประคองอาการ แล้วเข็นคนไข้เข้าห้องผ่าตัดเพื่อรื้อโครงสร้างใหม่ทั้งหมด เครื่องมือชุดใหม่นี้ไม่ใช่เม็ดเงินแจกฟรีแบบประชานิยม แต่คือการสร้างนิเวศทางการเงินให้กลไกตลาดกลับมาทำงานได้จริง

เครื่องมือชิ้นแรกที่เตรียมเปิดตัวในเดือนธันวาคมนี้คือ แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า SMEs Credit Portal ซึ่งจะเข้ามาทลายกำแพงคลาสสิกของคนตัวเล็กที่มักจะเจอปัญหา "เดินหาแบงก์ไม่เจอ" และ "แบงก์ก็มองไม่เห็น" กลไกนี้จะทำหน้าที่เสมือนแม่สื่อทางการเงิน ดึงคนหิวทุนกับสถาบันการเงินมาเจอกันบนโต๊ะเจรจา ช่วยร่นระยะเวลาและลดต้นทุนในการค้นหาโอกาสใหม่ๆ ของทั้งสองฝ่าย
เมื่อจับคู่ได้แล้วก็ต้องมีคนรับความเสี่ยง จะนำมาสู่จิ๊กซอว์ชิ้นที่สอง นั่นคือกลไกค้ำประกันรูปแบบใหม่ที่ฉีกกรอบเดิมด้วยการไม่พึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐ การทดลองนำร่องครึ่งปีที่ผ่านมาสามารถปลดล็อกเม็ดเงินไปแล้วกว่าเจ็ดหมื่นล้านบาท และเมื่อนำฟันเฟืองนี้ไปประกบร่างกับกลไกเดิมของ บสย.แล้ว แบงก์ชาติประเมินว่าอาจสร้างแรงเหวี่ยงหนุนสินเชื่อได้แตะสองแสนล้านบาท ซึ่งหัวใจของจิ๊กซอว์ชิ้นที่สองนี้เรียบง่ายมาก นั่นคือกดต้นทุนความเสี่ยงลงมาจนธนาคารพาณิชย์รู้สึกปลอดภัยพอที่จะเซ็นอนุมัติ
ทว่า อุปสรรคใหญ่ของพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยส่วนใหญ่คือการไม่มีสเตทเมนต์สวยหรู กระดุมเม็ดสุดท้ายจึงเป็นการจับมือกับกระทรวงการคลังเพื่อตั้ง Data Bureau ดึงข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาเป็นตะแกรงร่อนทอง อย่างไรก็ตามเครื่องมือนี้มีเปรียบเหมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งคือสะพานเชื่อมคนชายขอบให้เข้าถึงแหล่งทุน แต่ในอีกด้าน คือตาข่ายตาถี่ที่คอยสกัดธุรกรรมสีเทาและธุรกิจที่หมดสภาพชำระหนี้ให้ออกไปจากระบบอย่างเด็ดขาด
ท่ามกลางแผนงานที่ดูมีความหวัง ประโยคหนึ่งของผู้ว่าฯ ธปท. กลับดังก้องและสะท้อนสัจธรรมที่บาดลึกที่สุด "เราอาจไม่สามารถช่วย SMEs ได้ทุกราย แต่จะต้องเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพในการเติบโตได้"
นี่คือการเปลี่ยนผ่านทางนโยบายที่กล้าหาญ ทรัพยากรที่มีจำกัดบีบบังคับให้ต้องเลิกหว่านแห เลิกอุ้มธุรกิจที่ตายไปแล้ว (Zombie SMEs) แล้วหันมาใช้วิธีคัดกรองแบบหมอทหารในสนามรบ จำเป็นต้องปล่อยมือจากคนที่หมดทางรอด เพื่อทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดในการรักษาชีวิตคนที่มีเรี่ยวแรงพอจะลุกขึ้นมาเป็นเสาหลักพยุงเศรษฐกิจต่อไป
บาดแผลเรื้อรังระดับ 16 ไตรมาส ไม่มีทางพลิกกลับมาเป็นบวกได้ชั่วข้ามคืนด้วยเวทมนตร์ เครื่องมือทั้งสามของแบงก์ชาติเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานที่ปูทางเอาไว้ การจะพานาวาเศรษฐกิจลำนี้ฝ่าพายุไปได้ ต้องอาศัยการลงมือทำพร้อมกันทั้งองคาพยพ กระทรวงการคลังต้องกุมบังเหียนนโยบายให้มั่น ธนาคารต้องกล้าเปิดรับความเสี่ยงบนกลไกใหม่ และตัวผู้ประกอบการเองก็ต้องดิ้นรนยกระดับศักยภาพตนเองให้อยู่ในเรดาร์ของการเป็น "ผู้รอดชีวิต"
การผ่าตัดใหญ่ครั้งนี้ย่อมมีผู้ที่ต้องเจ็บปวดและถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่นี่อาจเป็นยาแรงขนานสุดท้ายที่ต้องกล้ากลืน เพื่อต่อลมหายใจให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว