- โฆษณา -

ยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เน้นเก็บแต้มยาวๆ รอผงาดในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เน้นเก็บแต้มยาวๆ รอผงาดในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ภาพจำของ “พรรคเพื่อไทย” หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือการถอยมาอยู่ในสถานะ “พรรคร่วมรัฐบาล” ด้วยท่าทีที่สุขุมและสงบเสงี่ยมอย่างผิดหูผิดตา ท่ามกลางสมรภูมิการเมืองที่ฝุ่นตลบ ข่าวลือเรื่องดีลลับสะพัดไม่เว้นแต่ละวัน และแรงกระแทกทางการเมืองที่พุ่งเป้าเข้าใส่แกนนำรัฐบาลอย่าง “พรรคภูมิใจไทย” รอบทิศทาง 

คำถามสำคัญคือ ท่าทีสงบนิ่งเช่นนี้คือการ “อยู่เป็น” หรือเป็นหมากกลยุทธ์ที่ถูกคำนวณมาแล้วอย่างรัดกุม ? 

1. การปรับตัวของเพื่อไทย ในวันที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างในอดีต 

- โฆษณา -

บทเรียนจากความผันผวนทางการเมืองทำให้เพื่อไทยเลือกปรับโหมดการทำงานอย่างชัดเจน การที่พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล ไม่เปิดโอกาสให้เพื่อไทยได้คุมกระทรวงใหญ่ๆ ที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจ หากมองในแง่ลบ ก็คือไม่มีพื้นที่ในการแสดงฝีมือเพื่อสร้างผลงานด้านปากท้อง ซึ่งถือว่าเป็นงานถนัดของเพื่อไทย 

แต่หากมองในมุมบวก เพื่อไทยก็ไม่ต้องปะทะกับแรงเสียดทาน ทำให้ไม่เปลืองตัวกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์รายวัน 

ซึ่งกระทรวงที่เพื่อไทยดูแล กระทรวงระดับเกรดเอจริงๆ ก็คือ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” แต่ผู้ที่ได้โควตารัฐมนตรี คือ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แห่งกลุ่มเดอะซัน ซึ่งไม่ใช่สายตรงบ้านจันทร์ส่องหล้า 

ในขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดูแลโดย “นิกร โสมกลาง” ซึ่งเป็นโควตาของ “กลุ่มบ้านใหญ่แป้งมัน” 

ส่วนกระทรวงที่คุมโดยสายตรงของคนในเครือข่ายบ้านจันทร์ส่องหล้า ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) , กระทรวงศึกษาธิการ (ประเสริฐ จันทรรวงทอง) และกระทรวงแรงงาน (จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์) 

ซึ่งทั้ง 3 กระทรวงเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างหลุดพ้นจากสปอตไลต์ความขัดแย้ง (โดยเฉพาะกระทรวงการอุดมศึกษาฯ) พรรคจึงเน้นการทำงานแบบเก็บแต้มไปเรื่อยๆ โดยไม่ก่อให้เกิดประเด็นล่อแหลมทางการเมือง เป็นการสะสมทุนทางสังคมและฟื้นฟูเครือข่ายฐานเสียง โดยไม่สร้างศัตรู 

2. ปรากฏการณ์ “ยศชนัน” ทางเลือกใหม่ ในวันที่สังคมเบื่อหน่ายนักการเมืองอาชีพ 

หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สะท้อนว่ายุทธศาสตร์นี้เริ่มส่งผล ก็คือคะแนนนิยมของ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ที่ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ไม่หวือหวาแต่ก็มีนัยยะ 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความนิยมที่ค่อยๆ สูงขึ้นเกิดจาก "ความนิ่ง" ในวันที่สังคมเริ่มเบื่อหน่ายการสาดโคลนทางการเมือง 

ภาพลักษณ์นักวิชาการนักปฏิบัติที่ไม่ตกเป็นเป้าโจมตี ทำหน้าที่ของตนเองไปตามครรลอง กลายเป็นจุดตัดที่ดึงดูดกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มองหาความมีวุฒิภาวะและความมั่นคงทางอารมณ์ของผู้นำ “ยศชนัน” จึงกลายเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่าน ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยดูทันสมัย และจับต้องได้ในเชิงเหตุและผลมากขึ้น 

3. ใช้ความนิ่ง สกัดหมากพรรคกล้าธรรม 

ในเกมสภาผู้แทนราษฎรที่มีการต่อรองอำนาจตลอดเวลา พรรคกล้าธรรมที่มีกำลัง 58 เสียง พร้อมจะขยับเข้ามาเป็นตัวแปรแทรกแซงได้ทุกโอกาสที่มีรอยร้าว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เพื่อไทยไม่ได้เต้นตามจังหวะที่มีการปลุกเร้า 

ไม่ว่าจะมีกระแสข่าวสะพัดดีลลับต่างๆ เพื่อไทยเลือกที่จะไม่กระโจนลงไปเล่นในสนามดังกล่าว การรักษาเอกภาพและการยึดมั่นในโควตาพรรคร่วมอย่างไม่วอกแวก ทำให้ฝ่ายที่รอเสียบหาช่องว่างเข้ามาเขย่าเสถียรภาพได้ยาก ความนิ่งจึงกลายเป็นเกราะป้องกันที่ทำให้เพื่อไทยรักษาพื้นที่ในรัฐบาลไว้ได้ โดยไม่ต้องแลกด้วยต้นทุนความขัดแย้ง 

4. ข้อสังเกตชวนคิด : ระหว่าง "การสะสมกำลัง" กับ "การติดกับดักเซฟโซน" 

การเล่นบท "ผู้ตามที่ดี" และรักษาเนื้อรักษาตัวเพื่อรอวันฟื้นฟู เป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยสำหรับการประคองพรรคแต่ในระยะยาวมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องขบคิด 

(1) แต้มที่เก็บไว้ มีน้ำหนักพอจะเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงหรือไม่ ? 

การทำงานแบบเงียบๆ ช่วยลดการถูกด่า แต่ก็เสี่ยงที่จะถูกกลืนหายไปจากความทรงจำของประชาชน โดยเฉพาะในวันที่พรรคฝ่ายค้านและพรรคแกนนำต่างชิงพื้นที่สื่อรายวัน เพื่อไทยจะแปลงความนิ่งสงบให้กลายเป็น "ความเชื่อมั่นระดับชาติ" ได้อย่างไรเมื่อถึงวันหย่อนบัตร ? 

(2) บทบาทผู้นำในการเลือกตั้งครั้งหน้า 

พรรคที่จะกลับมาผงาดเป็นอันดับหนึ่ง ต้องไม่ใช่แค่พรรคที่ไม่ทำผิดพลาด แต่ต้องเป็นพรรคที่กล้าเสนอวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ที่ทรงพลัง หากเพื่อไทยเน้นแต่ความปลอดภัยจนกลายเป็นความเคยชิน จะยังหลงเหลือความกล้าหาญในการขับเคลื่อนประเด็นเชิงโครงสร้างที่สังคมเรียกร้องหรือไม่ ? 

การอยู่อย่างสงบเสงี่ยมในวันนี้ อาจเป็นหมากถอยหนึ่งก้าวเพื่อกระโดดข้ามหุบเหว หรืออาจเป็นเพียงการหลบอยู่ในคอมฟอร์ตโซนเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ ? 

คำตอบนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคู่แข่งรอบข้างจะล้มลงเมื่อใด แต่อยู่ที่ว่าเมื่อถึงเวลาต้อง "เปิดหน้าชก" เพื่อไทยจะมีไม้เด็ดอะไรที่ทำให้ประชาชนเชื่อว่า พวกเขาพร้อมจะกลับมาเป็นผู้นำประเทศอีกครั้งอย่างแท้จริง ? 

บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม

 

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง