‘พลัง AI’ × ‘พลัง Human’ : จุดตัดที่ต้องเชื่อมต่อ
ผศ. ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง ‘พลัง AI’ × ‘พลัง Human’ : จุดตัดที่ต้องเชื่อมต่อ ความว่า ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) แทรกตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกของการทำงานทุกสาย หลายคนเริ่มต้นวันทำงานด้วย AI และจบงานบางชิ้นด้วย AI จนบางครั้งก็ลืมสังเกตว่า เทคโนโลยีที่เมื่อไม่กี่ปีก่อนยังเป็นเรื่องใหม่ วันนี้กลับกลายเป็น “ความคุ้นชิน” ที่ขาดไม่ได้อีกแล้ว
ความคุ้นชินนี้มีทั้งข้อดีและสิ่งที่ต้องระวัง...ข้อดีคือ คนทำงานมีเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น เข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น และลดภาระงานที่ซ้ำซ้อนลง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ เมื่อเรามองเห็น “พลัง AI” มากขึ้นทุกวัน เราอาจกำลังมองข้าม
“พลัง Human” ของตัวเองและคนรอบข้างไปโดยไม่รู้ตัว
AI เก่งจริง...แต่เก่งคนละแบบกับคน...พลังของ AI อยู่ที่ความเร็ว การประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล การมองหารูปแบบจากข้อมูล และการทำงานซ้ำ ๆ ได้โดยไม่เหนื่อย Generative AI ยังช่วยร่าง ช่วยสรุป ช่วยตั้งคำถาม และเสนอทางเลือกจำนวนมากในเวลาอันสั้น สิ่งเหล่านี้เป็นความสามารถที่มนุษย์ยากจะทำได้ด้วยความเร็วระดับเดียวกัน แต่พลังดังกล่าวส่วนใหญ่เป็น “พลังเหนือภารกิจ” (Power over Tasks) ไม่ใช่ “พลังเหนือความหมาย” (Power over Meaning)
เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินว่า ข้อมูลใดควรเชื่อ เรื่องใดควรทำ อะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ใครจะได้รับผลกระทบ หรือเมื่อเกิดความผิดพลาดแล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ คำตอบสุดท้ายยังย้อนกลับมาที่ “คน”

พื้นที่ของ Human Power...มนุษย์มีสิ่งที่เทคโนโลยียังทดแทนได้ยาก ทั้งวิจารณญาณ ความเข้าใจบริบท ความเห็นอกเห็นใจ ความรับผิดชอบ การสร้างความไว้วางใจ และความสามารถในการทำให้คนหลายคนยอมเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
ที่สำคัญ มนุษย์มีความสามารถในการหาคำตอบ แต่ก็ยังย้อนถามได้ว่า ‘คำตอบนี้มีความหมายต่อใคร และควรนำไปใช้เพื่ออะไร
ลองนึกถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งที่ใช้ Generative AI ช่วยออกแบบบทเรียน AI อาจช่วยค้นข้อมูล สร้างกรณีศึกษา ออกแบบคำถาม หรือเสนอวิธีจัดกิจกรรมได้ภายในไม่กี่นาที แต่ AI ไม่รู้จักนักศึกษาในห้องนั้นเท่ากับอาจารย์ ไม่รู้ว่าใครกำลังหมดกำลังใจ ใครเรียนไม่ทัน ใครมีศักยภาพแต่ไม่กล้าแสดงออก หรือคำพูดประโยคใดของอาจารย์อาจเปลี่ยนวิธีคิดของนักศึกษาคนหนึ่งไปอีกหลายปี...AI ช่วยสร้างบทเรียนได้ แต่ “ความหมายของการเรียนรู้” ยังต้องอาศัยคนสร้าง
เช่นเดียวกับการบริหารองค์กร วันนี้ผู้บริหารสามารถใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก จำลองสถานการณ์ หรือเสนอทางเลือกประกอบการตัดสินใจได้ แต่เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องที่กระทบคนจำนวนมาก ไม่มีข้อมูลชุดใดบอกได้ทั้งหมดว่า “ทางเลือกที่ถูกต้อง” คืออะไร เพราะบางครั้งสิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรมที่สุด และสิ่งที่ประหยัดที่สุดก็คงไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคน...ณ จุดตัดตรงนี้เองที่ AI Intelligence ต้องเชื่อมต่อกับ Human Judgment
แต่เรื่องยังไม่จบตรงที่การให้ “คนจับมือกับ AI” เพราะโลกที่ซับซ้อนขึ้นกำลังบอกอีกอย่างว่าคนเก่งคนเดียวก็ยังไม่พอ
เมื่อปัญหาหนึ่งมีทั้งมิติเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย จริยธรรม สุขภาพ และพฤติกรรมมนุษย์ การแก้ปัญหาไม่อาจฝากไว้กับศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง คนเก่งด้าน AI ต้องทำงานกับคนที่เข้าใจมนุษย์ คนเก่งด้านข้อมูลต้องคุยกับคนที่เข้าใจสังคม คนด้านกฎหมายต้องเชื่อมกับเทคโนโลยี ขณะที่คนด้านการศึกษาต้องเข้าใจทั้งผู้เรียน ผู้ปกครอง ตลาดแรงงาน และโลกดิจิทัล
โลกวันนี้ไม่ได้ต้องการ “AI × Human” เท่านั้น แต่ยังต้องการ “Human × Human” เพราะคนเก่งหนึ่งคนอาจสร้างคำตอบได้ แต่เมื่อความเก่งที่แตกต่างมาเชื่อมต่อกัน อาจก่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ตัวอย่างง่าย ๆ คือ การพัฒนาระบบ AI สำหรับดูแลผู้สูงอายุ ถ้ามีแต่วิศวกร ก็อาจได้ระบบที่แม่นยำและรวดเร็ว แต่เมื่อแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา นักโภชนาการ นักออกแบบ นักกฎหมาย และครอบครัวเข้ามาทำงานร่วมกัน เราจะเริ่มเห็นคำถามที่กว้างกว่าเดิมว่า ระบบนั้นใช้ง่ายหรือไม่ ผู้สูงอายุรู้สึกอย่างไร ข้อมูลส่วนบุคคลปลอดภัยหรือไม่ และเทคโนโลยีกำลังช่วยให้ผู้สูงอายุ “มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริง” หรือทำให้ระบบทำงานเร็วขึ้น
แน่นอนว่า...ความสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากความเก่งของใครคนใดคนหนึ่งเสมอไป แต่เกิดขึ้นตรง “จุดตัด” ของความเก่งที่แตกต่างกันมาผนึกพลังร่วมกัน
มหาวิทยาลัยและองค์กรต้องมองออกไปให้ไกลกว่าการสอนว่า “ใช้ AI อย่างไร” โดยต้องฝึกให้ “คน” คิดเป็น ถามเป็น ตรวจสอบเป็น ตัดสินใจเป็น ทำงานข้ามศาสตร์เป็น และรับผิดชอบต่อผลของการใช้ AI เป็น เพราะเส้นแบ่งสำคัญในอนาคตคงจะไม่ใช่ระหว่าง ‘คนที่ใช้ AI’ กับ ‘คนที่ไม่ใช้ AI’ แต่อยู่ระหว่างคนที่ปล่อยให้ AI คิดแทน กับคนที่รู้ว่าจะใช้ AI เพื่อขยายพลังความคิดของตัวเองอย่างไร
ดังนั้น “พลัง AI หรือพลัง Human ใครเหนือกว่าใคร” น่าจะไม่ใช่คำถามหลัก เพราะคำถามที่สำคัญกว่าคือ
เราจะเชื่อมพลังทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างไร พร้อม ๆ กับเชื่อมความเก่งของคนต่างศาสตร์ให้มาผนึกกำลังกัน
AI ทำให้เราไปได้เร็วขึ้น ขณะที่ Human ทำให้เรารู้ว่าควรไปทางไหน และเมื่อ Human ต่างความเก่งหันมาจับมือผสานพลังกัน เราอาจไปถึงจุดที่ AI หรือคนคนเดียวไปไม่ถึง
ตรงนี้เองล่ะครับ...คือ “จุดตัดของพลัง” ที่โลกยุค AI ต้องการมากที่สุด!