คดีฮั้ว สว. สำคัญอย่างไร?

ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
หนึ่งในประเด็นทางการเมืองที่ร้อนแรงที่สุด ณ ปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นเรื่องคดีฮั้วสว. ที่กกต.กำลังจะต้องตัดสินในวันที่ 14 ก.ย. ที่จะถึงนี้ ว่า 229 คนที่เกี่ยวข้องจะถูกดำเนินคดีอย่างไรต่อไปหรือไม่ แน่นอนว่าเป็นหนึ่งในข่าวการเมืองที่เห็นได้ทางทีวีและสื่อทุกช่อง วันนี้เรามาตรวจสอบประเด็นนี้กันครับ ว่ามันสำคัญอย่างไรและมีมิติไหนบ้างที่น่าสนใจ
ประการแรกที่น่าสนใจ ผู้เขียนมองว่า คดีนี้ไม่ได้เป็นเรื่องชะตากรรมของสว.คนใดคนหนึ่ง หรือใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นพอสมควร เพราะเป็นเรื่องของสถาบันหลักของระบบรัฐสภาไทย ทั้งนี้ เพราะวุฒิสภามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลไกสำคัญของรัฐ โดยเฉพาะกระบวนการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระและตำแหน่งสำคัญหลายประเภท ดังนั้น การเกิดข้อสงสัยถึงที่มาของวุฒิสภา คำถามนี้จะไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่า “สว. ชุดนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่” แต่จะลามไปถึงว่า การใช้อำนาจของวุฒิสภาชุดนี้มีความชอบธรรมทางการเมืองมากน้อยเพียงใด ด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย การใช้อำนาจก็ย่อมขาดความชอบธรรม เป็นลูกโซ่ต่อกัน ตัดกันไม่ขาด
ที่สำคัญเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง legal legitimacy เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่อง political legitimacy ด้วย ที่แม้ว่ากฎหมายจะยังไม่ได้ตัดสินอะไร แต่ในทางการเมืองก็อาจสูญเสียความน่าเชื่อถือไปเสียแล้ว
ดังนั้น ในนัยยะหนึ่ง...นี่อาจเป็นผลกระทบที่อาจรุนแรงกว่าตัวคดี เพราะไปไกลถึง “ความน่าเชื่อถือของระบบการเมืองไทย”
เพราะฉะนั้น สิ่งที่น่าจับตามองในช่วงต่อจากนี้จึงไม่ใช่เฉพาะว่า กกต. จะลงมติว่าอย่างไร แต่ต้องดูด้วยว่า กกต. สามารถ “อธิบาย” มตินั้นต่อสังคมได้มากน้อยเพียงใด
เพราะไม่ว่ามติจะออกมาทางใด ย่อมมีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่จะทำให้ระบบการเมืองเดินต่อไปได้ คือประชาชนต้องสามารถเห็นได้ว่า กระบวนการพิจารณาใช้หลักฐานอะไร ใช้ข้อกฎหมายอะไร ใช้มาตรฐานอย่างไร และมาตรฐานนั้นถูกนำไปใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่
ถ้ามองฉากทัศน์หลังจากนี้ ความเป็นไปได้ที่หลายคนมองคงหนีไม่พ้น 3 ทางหลักๆ คือ 1) เอาผิดทั้งหมด 2) ไม่เอาผิดทั้งหมด และ 3) เอาผิดเป็นรายคน ซึ่งหากพิจารณากันดูดีๆแล้ว ทางเลือกที่ 1 และ 2 เป็นทางเลือกที่อาจนำไปสู่ความไม่พอใจของคนได้มาก และอาจกลายเป็นวิกฤตต่อความชอบธรรมของสถาบันทางการเมือง และโดยเฉพาะตัวกกต.เอง ทางออกที่ดีที่สุด อาจจะเป็นการเอาผิดเป็นรายคน โดยให้เหตุผลว่ามีการพิจารณาหลักฐานเป็นรายคน
แต่อย่างที่บอกไป ว่าเรื่องนี้อยู่ที่ “คำอธิบาย” ถ้าเลือกทางที่สาม ต้องอธิบายให้ได้ว่า ทำไมคนหนึ่งโดน อีกคนหนึ่งรอด อะไรคือบรรทัดฐาน อะไรคือหลักฐาน และหลักฐานแบบไหน ชนิดไหน ที่จะเรียกว่าชัดเจน จนสามารถมาใช้ตัดสินได้ หรือเรียกง่ายๆว่า “คุณภาพของคำอธิบาย” นั่นเอง
ถ้าคำอธิบายมีความชัดเจน มีเหตุมีผล เปิดเผยหลักการที่ใช้พิจารณา และสามารถตอบข้อสงสัยสำคัญของสังคมได้ ความขัดแย้งก็มีโอกาสคลี่คลาย แต่ในทางกลับกัน ถ้าสังคมรู้สึกว่าคำอธิบายไม่สามารถตอบคำถามได้ ปัญหาอาจไม่ได้หายไป แต่จะเปลี่ยนรูป จากเดิมที่เป็น “วิกฤตความเชื่อมั่นต่อวุฒิสภา” ก็อาจกลายเป็น “วิกฤตความเชื่อมั่นต่อองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบวุฒิสภา” หรือ เรียกวได้ว่า หวยอาจมาตกที่กกต.แทน ก็เป็นได้
จะเห็นได้ว่า งานนี้ถ้าทำได้ไม่ดีพอ อาจส่งผลต่อการเมืองไทยในระยะต่อไปไม่น้อย ซึ่งจุดที่น่ากังวลที่สุด คือ จุดที่เมื่อประชาชนเริ่มรู้สึกว่า “กลไกภายในระบบไม่สามารถให้คำตอบกับเขาได้”
เพราะโดยทั่วไป ถ้าประชาชนยังเชื่อว่ารัฐสภาแก้ปัญหาได้ ศาลแก้ปัญหาได้ องค์กรอิสระทำหน้าที่ได้ และกระบวนการยุติธรรมสามารถให้คำตอบที่ทุกฝ่ายพอยอมรับได้ ความขัดแย้งก็ยังอยู่ภายในระบบ แต่เมื่อใดที่ความเชื่อมั่นต่อกลไกเหล่านี้ลดลงพร้อมๆ กัน ความหวังจะพึ่งพาระบบจะหายไป กลายเป็นความหวังที่จะพึ่งพากลไก “นอกระบบ” แทน “จากการเมืองในสภา ก็อาจกลายไปสู่การเมืองบนท้องถนน” ได้เช่นกัน
ดังนั้น งานนี้สิ่งที่น่ากังวลที่สุดจึงไม่ใช่ว่า สว. จะเหลือกี่คน หรือใครจะพ้นจากตำแหน่ง แต่คือ “ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกติกา”
ประชาธิปไตยไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเพียงอย่างเดียว ประชาธิปไตยต้องอาศัยความเชื่อของประชาชนด้วยว่า กติกานั้นมีความเป็นธรรม ทุกคนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน และเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น จะมีสถาบันที่สามารถให้คำตอบที่น่าเชื่อถือได้
แต่เมื่อใดที่ความเชื่อมั่นนี้หายไป การเมืองไทยก็จะเปราะบางมากขึ้น
คดีฮั้ว สว. จึงอาจมีความสำคัญมากกว่าแค่การทุจริต แต่มันอาจเป็นบททดสอบความแข็งแรงของสถาบันและระบบการเมืองไทยอีกครั้ง
เอวัง