ความจริงมีหนึ่งเดียว! ศึก"ทนายตั้มVSกัน จอมพลัง" จากกลุ่ม 12 ถึงเงิน 200 ล้าน
จากพี่น้องสู่คู่แค้น! “ทนายตั้ม–กัน จอมพลัง” ศึกแฉลาม “กลุ่ม 12–ศรัทธา 200 ล้าน” ใครตรวจสอบผู้ตรวจสอบ?
จากคนที่ครั้งหนึ่งเคยเรียกขานกันในฐานะ “พี่น้อง” วันนี้ความสัมพันธ์ระหว่าง “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด กับ “กัน จอมพลัง” กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ กลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นสงครามเปิดหน้าชนที่ต่างฝ่ายต่างงัดข้อมูลในอดีตออกมาโต้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร
แต่ที่ศึกครั้งนี้น่าจับตา ไม่ใช่เพราะใครพูดแรงกว่า ใครมีผู้ติดตามมากกว่า หรือโพสต์ของใครถูกแชร์มากกว่า หากเป็นเพราะทุกครั้งที่อดีตคนใกล้ชิดเปิดปาก สิ่งที่หลุดออกมากลับไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัว แต่ลามไปถึงนักการเมือง เว็บพนัน ความพยายามตั้งพรรคการเมือง ไปจนถึงคำถามเกี่ยวกับเงินบริจาคระดับ “ร้อยล้านบาท”
และนั่นทำให้เรื่องที่เริ่มต้นเหมือน “ดราม่าคนดัง” ค่อยๆ เปลี่ยนสถานะเป็นเรื่องที่สังคมมีสิทธิตั้งคำถาม เพราะเบื้องหลังการแตกหักครั้งนี้ ดูเหมือนรอยร้าวจะไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในเดือนกันยายนนี้
ทนายตั้มระบุว่า ความไม่พอใจสะสมมานานราว 2 ปี พร้อมระบุถึงเหตุการณ์ที่เขากำลังตรวจสอบนักการเมืองรายหนึ่งเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ และอ้างว่ากันเคยเข้ามาขอให้หยุดตรวจสอบบุคคลดังกล่าว
แน่นอนว่าอีกฝ่ายปฏิเสธกัน จอมพลัง ยืนยันว่าไม่เคยขอให้ทนายตั้มหยุดแฉเว็บพนัน พร้อมท้าให้นำหลักฐานออกมา หากมีจริงก็เปิดให้สังคมเห็น
นี่จึงเป็นข้อกล่าวหากับคำปฏิเสธที่ยังไม่มีข้อยุติ และต้องแยกออกจากข้อเท็จจริงที่ผ่านการพิสูจน์แล้วอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับเรื่องเงินสด 100,000 บาท ที่ถูกนำกลับมาเล่าอีกครั้ง
ทนายตั้มกล่าวอ้างว่า ในวันเปิดสำนักงานกฎหมายแห่งใหม่ มีนักการเมืองรายหนึ่งพยายามมอบเงินสดจำนวนดังกล่าวให้ แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธหลายครั้ง ก่อนที่สุดท้ายเงินจะถูกนำมาใส่ไว้ในกระเป๋า
เรื่องนี้ถูกหยิบกลับมาพูดถึงท่ามกลางวิวาทะเรื่อง “บุญคุณ” และความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ จนทำให้เห็นภาพว่า เครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในเรื่องนี้อาจซับซ้อนกว่าภาพที่สังคมเคยเห็นผ่านหน้าจอ
ทว่า ระเบิดอีกลูกที่ทำให้เรื่องก้าวพ้นจากความขัดแย้งส่วนตัว คือคำว่า “กลุ่ม 12”
ทนายตั้มหยิบเรื่องกลุ่มบุคคลที่เคยรวมตัวหารือเกี่ยวกับการตั้งพรรคการเมืองเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมาเปิดเผย พร้อมตั้งคำถามถึงบทบาทของกัน จอมพลัง และภาพลักษณ์ที่เคยยืนยันว่าไม่ได้ต้องการเข้าสู่สนามการเมือง
ฝั่งกันไม่ได้ปฏิเสธว่าเคยมีการรวมกลุ่มหรือพบปะกัน แต่ยืนยันว่าไม่ได้เป็น “หัวโจก” หรือผู้ริเริ่มตั้งพรรคตามที่ถูกกล่าวหาเมื่อมองให้ลึก เรื่อง “กลุ่ม 12” จึงน่าสนใจมากกว่าการตามหาว่าใครอยากเป็นหัวหน้าพรรค หรือใครจะนั่งเก้าอี้อะไร
คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ ในยุคที่บุคคลหนึ่งสามารถสร้างฐานผู้ติดตามมหาศาลผ่านงานช่วยเหลือประชาชน “ทุนทางสังคม” สามารถเปลี่ยนเป็น “ทุนทางการเมือง” ได้หรือไม่?
แน่นอน การช่วยเหลือประชาชนไม่ได้แปลว่าผู้ช่วยเหลือต้องการเล่นการเมือง และการเคยพูดคุยเรื่องตั้งพรรคก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าใครกำลังสร้างฐานการเมือง
แต่คำถามดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นได้ เมื่อบุคคลสาธารณะมีทั้งชื่อเสียง เครือข่าย และมวลชนสนับสนุนจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม “กลุ่ม 12” อาจยังเป็นเพียงเกมการเมืองและสงครามภาพลักษณ์ เพราะระเบิดลูกที่อาจมีผลทางกฎหมายจริงๆ กลับอยู่ที่คำว่า “มูลนิธิ” และ “เงินบริจาค”
ทนายตั้มเดินหน้ายื่นเรื่องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบ “มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้” โดยมีการพูดถึงยอดเงินบริจาคในระดับประมาณ 200 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับวิธีการจัดซื้อสินค้า บริษัทคนกลาง ราคาสินค้า และส่วนต่างที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดซื้อ
คำสำคัญตรงนี้คือ “ข้อสงสัย” เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผลการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐหรือคำพิพากษาของศาลที่ระบุว่า กัน จอมพลัง ยักยอกหรือทุจริตเงินบริจาค ขณะที่เจ้าตัวก็ประกาศชัดว่าพร้อมให้ตรวจสอบ และยืนยันว่าไม่ได้โกงเงิน
ดังนั้น สิ่งที่สังคมควรสนใจอาจไม่ใช่คำถามว่า “กันโกงหรือไม่?” ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบยังไม่เสร็จ แต่ควรถามว่า เงินบริจาคจำนวนมหาศาลถูกบริหารผ่านระบบอย่างไร?
เงินเข้ามาเท่าไร ถูกใช้ไปเท่าไร ซื้อสินค้าอะไร ซื้อจากบริษัทใด ราคาที่จ่ายสอดคล้องกับราคาตลาดหรือไม่ หากมีบริษัทคนกลาง บริษัทเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับใคร และเงินที่ได้รับถูกส่งต่อไปยังที่ใด? เพราะต่างจากคำพูดบนโลกออนไลน์ “เส้นทางการเงิน” มีร่องรอยของมันเสมอ
ยิ่งเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ทนายตั้มเดินทางนำข้อมูลเข้ายื่นต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินงาน การใช้จ่าย ทรัพย์สิน และเส้นทางการเงินของมูลนิธิ เรื่องนี้ก็ยิ่งเดินออกจากสนาม Facebook เข้าสู่กระบวนการของรัฐ
อย่างไรก็ตาม การที่ DSI “รับคำร้อง” ไม่ได้หมายความว่า DSI รับเป็น “คดีพิเศษ” แล้ว และยิ่งไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกร้องมีความผิด
จากนี้ต่างหากคือช่วงสำคัญ เพราะเมื่อเสียงด่าค่อยๆ เบาลง เอกสาร บัญชี ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี รายชื่อคู่ค้า และเส้นทางการเงิน จะเริ่มพูดแทนคนทั้งสองฝ่าย
ท้ายที่สุด ศึก “ทนายตั้ม–กัน จอมพลัง” อาจไม่ได้จบด้วยคำตอบว่าใครพูดเก่งกว่า ใครมีผู้ติดตามมากกว่า หรือใครเปิดหลักฐานได้หวือหวากว่า แต่อาจจบด้วยสิ่งธรรมดาที่สุดและโกหกได้ยากที่สุด นั่นคือ “ตัวเลขในบัญชี”
หากเงินทุกบาทที่รับบริจาคสามารถอธิบายได้ว่าเข้ามาเท่าไร จ่ายให้ใคร ซื้ออะไร ราคาเท่าไร และปลายทางอยู่ที่ไหน ข้อกล่าวหาต่างๆ ก็ย่อมมีคำตอบ แต่หากการตรวจสอบพบความผิดปกติ หน่วยงานของรัฐก็มีหน้าที่ตอบสังคมให้ได้เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้น และใครต้องรับผิดชอบ
เพราะเรื่องนี้ใหญ่กว่าความสัมพันธ์ของอดีต “พี่น้อง” สองคนไปแล้ว มันกำลังกลายเป็นคำถามถึงวัฒนธรรมการบริจาค อำนาจของบุคคลสาธารณะ และมาตรฐานความโปร่งใสในยุคที่ใครคนหนึ่งสามารถระดมความเชื่อมั่นจากประชาชนจนกลายเป็นเงินระดับร้อยล้านบาทได้
ในวันที่คนดังสามารถลุกขึ้นตรวจสอบตำรวจ นักการเมือง ข้าราชการ หรือแม้แต่รัฐได้ สังคมก็ย่อมมีสิทธิถามกลับด้วยคำถามเดียวกันว่า “แล้วใครตรวจสอบผู้ตรวจสอบ?”
เพราะเมื่อเงินทุกบาทเริ่มต้นจากคำว่า “ศรัทธา” คนที่ถือเงินนั้นย่อมต้องพร้อมรับการตรวจสอบมากกว่าคนทั่วไป ไม่ว่าเขาจะชื่อ “กัน จอมพลัง” หรือเป็นใครก็ตาม