ย้อนรอยกลุ่มพันธมิตรฯ VS ทักษิณ ! ในวันที่ “พรรคไทยรักไทย” แข็งแกร่งสุดขีด
หากมองประวัติศาสตร์ผ่านคณิตศาสตร์การเมือง พรรคที่มี สส. ถึง 377 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง ย่อมหมายถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่งจนไม่มีกลไกใดในระบบสั่นคลอนได้
นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2548 “พรรคไทยรักไทย” ภายใต้การนำของ “ทักษิณ ชินวัตร” สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จ จากการชนะเลือกตั้งในระดับซูเปอร์แลนด์สไลด์
แต่ความย้อนแย้งที่สุดของการเมืองไทยคือ อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสภา กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลาย และเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการเมืองบนท้องถนนที่ทรงพลัง ในนาม "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"
1. กับดักอำนาจ
ตัวเลข สส. 377 เสียง ทำให้ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลผู้นำประเทศตามรัฐธรรมนูญ 2540 ถูกแช่แข็งในทางปฏิบัติ เมื่อวาล์วระบายความดันและกลไกตรวจสอบระดับผู้นำสูงสุดถูกปิดตาย สภาวะอึดอัดทางการเมืองจึงไร้ทางออก พลังของการตั้งคำถามจึงถูกผลักให้ล้นทะลักออกไปสู่ "นอกสภา"
ในขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นในเสียงสนับสนุนกว่า 19 ล้านเสียง ทำให้ “พรรคไทยรักไทย” ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด รัฐบาลเลือกใช้ท่าทีที่แข็งกร้าว ไม่ประนีประนอมต่อเสียงวิจารณ์ และมองข้ามแรงกระเพื่อมเล็กๆ นอกสภา โดยเชื่อมั่นว่า "ความชอบธรรมทางกฎหมาย" และอำนาจในสภา คือเกราะคุ้มกันที่แน่นหนาที่สุด
2. ระยะเวลาฟักตัวของการเมืองบนท้องถนน
การก่อตัวของมวลชนเสื้อเหลืองไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยระยะฟักตัวทางความคิด ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรในการบริหารจัดการอารมณ์และข้อมูล
โดยจุดเริ่มต้นก่อตัวขึ้นตั้งแต่ปี 2548 หลังรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์" ถูกถอดออกจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 “สนธิ ลิ้มทองกุล” ไม่ได้ประกาศตั้งเวทีขับไล่รัฐบาลในทันที แต่เลือกใช้ยุทธวิธี "สัญจร" เริ่มจากหอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนขยับขยายไปสู่การตั้งเวทีกลางแจ้งที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และสวนลุมพินี
ช่วงเวลาหลายเดือนของการสัญจร คือกระบวนการค่อยๆ ให้ข้อมูล สร้างอารมณ์ร่วม ทดสอบปฏิกิริยาของรัฐ และขยายฐานมวลชน
เวทีเหล่านี้คือ "พื้นที่ทดลอง" ในการหลอมรวมความไม่พอใจของกลุ่มคนที่หลากหลาย ทั้งปัญญาชน ชนชั้นกลาง เอ็นจีโอ และสหภาพแรงงาน ฯลฯ ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน
3. การขายหุ้นชินคอร์ป
สถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดสุกงอมเมื่อเกิด "ตัวเร่ง" ชิ้นสำคัญ นั่นคือการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น”มูลค่ากว่า 7.3 หมื่นล้านบาทให้กับทุนสิงคโปร์ ในช่วงต้นปี 2549 โดยอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อเลี่ยงภาษี
ดีลนี้เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ม๊อบจุดติด อย่างที่ผู้มีอำนาจในเวลานั้นก็ไม่คาดคิด และนำไปสู่การรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ทำให้รัฐบาลไทยรักไทยต้องปิดฉากลงในทันที
4. บทสะท้อนจากอดีตถึงปัจจุบัน
เหตุการณ์ครั้งนั้นได้พิสูจน์แล้วว่า ตัวเลขเสียงข้างมากในสภา ไม่สามารถรับประกันเสถียรภาพของรัฐบาลได้เสมอไป หากผู้ถืออำนาจประมาทแรงกระเพื่อม และสูญเสียความชอบธรรมในสายตาประชาชน…
กลับมายังสถานการณ์ปัจจุบัน แคมเปญ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” ในวันนี้ ที่แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการก่อตัวและอุ่นเครื่อง แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจชั้นเยี่ยมว่า การหลงระเริงอำนาจจนปรามาสเสียงสะท้อน อาจเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้มีอำนาจในวันนี้ ไม่เรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม