ปรากฏการณ์ม็อบสนธิ เข้าทาง "พรรคส้ม" ชนะโดยไม่ต้องออกแรง!
เสียงกลองรบระลอกใหม่กำลังจะดังกึกก้องขึ้นบนท้องถนนในวันที่ 10 กันยายนนี้ แต่เป้าหมายการบุกทะลวงกลับพลิกโผไปจากหน้าประวัติศาสตร์เดิมอย่างสิ้นเชิง
จังหวะก้าวของ สนธิ ลิ้มทองกุล รอบนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คู่ปรับเก่าตลอดกาล หากปลายหอกกลับชี้เป้าตรงไปยังเครือข่ายอำนาจรัฐปัจจุบันและพรรคแกนนำร่วมรัฐบาลแบบเต็มเหนี่ยว ภาพการเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้นชวนให้สังคมต้องกลับมาทบทวนถึงทิศทางลมทางการเมืองที่แปรปรวน
ท่ามกลางเสียงประกาศทวงคืนประเทศไทยจากกลุ่มอดีตแกนนำพันธมิตรฯนั้น กลุ่มที่กุมความได้เปรียบสูงสุดจากสมรภูมินี้กลับไม่ใช่ผู้ประท้วงที่กำลังปลุกระดมมวลชน
ไม่ใช่แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลที่กำลังรอดูท่าทีของกันและกัน แต่คือพรรคสีส้มที่กำลังนั่งมองความเคลื่อนไหวอยู่ริมขอบสนาม
เพราะศึกครั้งนี้ไม่ใช่การปะทะกันของอุดมการณ์ต่างขั้ว หากแต่เป็นสงครามที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกำลังเผชิญกับแรงต้านและกร่อนเซาะฐานรากของกันเอง
การกลับมาคราวนี้ไม่ได้ใช้เพียงการสร้างวาทกรรมทางการเมือง แกนนำผู้คร่ำหวอดบนท้องถนนกำลังหยิบฉวยเอาสิ่งที่ทรงพลังที่สุดกลับมาเป็นอาวุธ
นั่นคือ ‘ความชอบธรรมทางจริยธรรม’ ซึ่งเปรียบดั่งเสาหลักทางความคิดของมวลชนปีกอนุรักษ์นิยม คมหอกครั้งนี้จึงพุ่งเป้าเจาะทะลวงความเชื่อมั่นของขั้วอำนาจปัจจุบันชนิดหวังผล
เมื่อกางดูสารพัดข้อครหาที่ถูกนำมาขยายผล ไม่ว่าจะเป็นข้อสงสัยเรื่องการฮั้วเลือก สว. มหากาพย์ที่ดินเขากระโดง เสียงวิจารณ์เรื่องการรับมือกับกลุ่มทุนต่างชาติสีเทา หรือแม้แต่ประเด็นที่สังคมตั้งคำถามอย่างการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น
ทุกประเด็นที่แกนนำผู้ชุมนุมหยิบยกขึ้นมา ล้วนแทงทะลุเกราะคุ้มกันของรัฐบาลอย่างจัง
เหตุผลนั้นเรียบง่าย ข้อเรียกร้องเหล่านี้กำลังสั่นคลอน ‘หลักนิติธรรม’ และ ‘ธรรมาภิบาล’ อันเป็นสองคำศักดิ์สิทธิ์ที่ชนชั้นกลางในเมือง และผู้ศรัทธาในแนวทางอนุรักษ์นิยมเชิดชูมาเนิ่นนาน
ย้อนกลับไปมองรอยต่อของการเลือกตั้ง มวลชนกลุ่มนี้ตัดใจเทคะแนนให้เครือข่ายอำนาจเดิมด้วยความจำยอม ภายใต้คาถา 'ไม่เลือกเรา เขามาแน่' กัดฟันมองข้ามรอยตำหนิทางการเมืองบางประการ ยอมถอยร่นจุดยืนเพียงเพื่อสกัดกั้นคลื่นความเปลี่ยนแปลงจากพรรคสีส้ม
ทว่า วันนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร เสียงทวงถามความโปร่งใสไม่ได้เร็ดลอดมาจากขุนพลพรรคฝ่ายค้าน แต่สะท้อนกึกก้องมาจากปากของอดีตสหายผู้เคยร่วมกรำศึกบนถนนสายเดียวกัน
เมื่อข้อกังขาถูกเปล่งเสียงโดยคนที่เคยยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน น้ำหนักของคำวิจารณ์จึงหนักหน่วงจนไม่อาจปัดตกให้พ้นทางได้ง่ายๆ
สภาวะเช่นนี้คือภาพสะท้อนของคำว่า 'สนิมเกิดแต่เนื้อในตน' อย่างแท้จริง
มวลชนชนชั้นกลางที่เคยสวมบทผนังทองแดงกำแพงเหล็ก เริ่มตั้งคำถามตัวโตถึงความชอบธรรมทางศีลธรรมของผู้นำที่พวกตนมีส่วนสนับสนุน ความอึดอัดกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกำลังบ่มเพาะกลายเป็นความแปลกแยก
เมื่อประเด็นด้านธรรมาภิบาลถูกนำมากะเทาะภาพลักษณ์ที่เคยเป็นจุดแข็ง สายใยอันเปราะบางระหว่างประชาชนกับขั้วอำนาจสีน้ำเงินย่อมถึงคราวสั่นคลอน ทิ้งให้ผู้กุมอำนาจต้องยืนหยัดเผชิญวิกฤตศรัทธาเพียงลำพัง ไร้ซึ่งเกราะกำบังจากภาคประชาชนเหมือนในอดีต
แรงสั่นสะเทือนในอกของฝ่ายอนุรักษ์นิยมคือพรมแดนใหม่ที่เอื้อประโยชน์ให้พรรคส้มขยายอาณาเขตทางยุทธศาสตร์ได้อย่างแยบยล
การกร่อนเซาะครั้งนี้ไม่ได้แปลว่ามวลชนเสื้อเหลืองจะหันมากากบาทให้พรรคสีส้มในชั่วข้ามคืน เพราะกลไกที่กำลังทำงานอยู่ลึกล้ำกว่านั้น
ปรากฏการณ์นี้กำลังบ่มเพาะภาวะหมดอาลัยตายอยากทางการเมืองให้บรรดาโหวตเตอร์ฝ่ายขวา เมื่อทำใจเลือกพรรคส้มไม่ได้ แต่ก็ลำบากใจเกินกว่าจะเลือกขั้วอำนาจเดิม ทางออกย่อมจบลงที่การนอนหลับทับสิทธิ
ฐานเสียงที่หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญของปีกอนุรักษ์นิยม จะกลายเป็นสปริงบอร์ดชั้นดีที่ทำให้เกณฑ์คะแนนชัยชนะในระบบเขตเลือกตั้งลดต่ำลง เปิดทางให้ฐานเสียงอันเหนียวแน่นและทรงพลังของพรรคส้มคว้าชัยได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเหนื่อยหาคะแนนเพิ่ม
รอยปริร้าวจากปัญหาผลประโยชน์ภายในครั้งนี้ ยังเปรียบเสมือนการประทับตรารับรองวาทกรรมรื้อโครงสร้างอย่างเป็นทางการ
ข้อวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาชนถึงบทบาทขององค์กรอิสระ หรือข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสของกลไกอำนาจรัฐ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง บัดนี้กลับถูกขีดเส้นใต้เน้นย้ำด้วยน้ำเสียงขึงขังของแกนนำฝ่ายขวา
ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างประเทศที่พรรคส้มพยายามผลักดัน จึงดูมีน้ำหนักและสัมผัสได้จริงในสายตาสังคมวงกว้าง
รอยร้าวนี้ยังดึงดูดกลุ่มสวิงโหวตที่รอดูทิศทางลมให้เริ่มปันใจ ชนชั้นกลางในเมืองผู้เบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิม จะเริ่มลดทอนอคติที่บดบังสายตา และเปิดประตูรับพรรคส้มในฐานะทางเลือกที่เหลืออยู่บนกระดาน
ท่ามกลางฝุ่นตลบของการปะทะ ยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดที่สุดของพรรคส้มคือการสงวนท่าทีและปล่อยให้สถานการณ์ทำหน้าที่ของมัน โดยไม่จำเป็นต้องลงมาคลุกฝุ่นบนท้องถนน
และการปักหลักทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างดุดันในสภา การชำแหละงบประมาณอย่างแหลมคม และการผลักดันนโยบายด้วยข้อมูลที่หนักแน่น คืออาวุธที่สร้างความชอบธรรมได้เหนือกว่า
การตีขิมริมกำแพง ปล่อยให้มวลชนฝั่งอนุรักษ์นิยมขุดคุ้ยความเคลือบแคลงกันเอง แล้วค่อยนำข้อสงสัยเหล่านั้นมาขยายผลต่อตามกลไกรัฐสภา คือศิลปะแห่งการทำสงครามที่เปลืองแรงน้อยที่สุด ทว่าสร้างผลลัพธ์ได้ลึกซึ้งที่สุด
ปรากฏการณ์การลงถนนในวันที่ 10 กันยายนนี้ จึงไม่ใช่พายุลูกใหญ่ที่จะพัดทำลายโครงสร้างรัฐบาลให้พังพินาศในทันที แต่คือหยดน้ำที่ค่อยๆ กัดกร่อนรากฐานความน่าเชื่อถือของขั้วอนุรักษ์นิยมให้เปราะบางจากภายใน
ตราบใดที่ขั้วอำนาจเดิมยังเผชิญกับข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่สามารถสกัดกั้นการผุกร่อนด้วยการสร้างตัวแทนทางการเมืองที่โปร่งใส และยึดมั่นในหลักนิติธรรมขึ้นมาอุดรอยรั่วนี้ได้ทันเวลา
สมรภูมิเลือกตั้งครั้งหน้าก็อาจเป็นทางสะดวกที่ปูพรมให้พรรคส้มเดินเข้าสู่ชัยชนะ โดยที่ฝ่ายหลังแทบไม่ต้องออกแรงเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย