ภูมิใจไทยเจอมรสุมรุมเร้า แต่ยังไม่จนตรอก เหตุไร้คู่ต่อสู้ที่โดดเด่น
หากเปรียบการเมืองไทยในเวลานี้เป็นท้องทะเล “พรรคภูมิใจไทย” ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล กำลังนำเรือฝ่า พายุที่โหมกระหน่ำมาจากทุกทิศทาง แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ ท่ามกลางบาดแผลทางการเมืองที่ฉกรรจ์เหล่านี้ เหตุใดขั้วอำนาจสีน้ำเงินจึงยังไม่ถูกต้อนให้จนตรอก ?
1. พายุกระหน่ำรอบทิศ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตที่ “พรรคภูมิใจไทย” เผชิญอยู่นั้นหนักหน่วงและครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างคดีทุจริตโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงความคลางแคลงใจในกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ ทั้งคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่อยู่ในชั้นพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังมีคดีที่ดินเขากระโดง ที่เกี่ยวข้องกับตระกูลใหญ่ในพรรค
แรงกระแทกนี้ยังพุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคล โดยเฉพาะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และหัวหน้าพรรค รวมถึงทายาททางการเมืองของผู้นำจิตวิญญาณภูมิใจไทย “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลฯ และเลขาฯ พรรค โดยฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ผสานกับการเคลื่อนไหวนอกสภาที่นำโดย “สนธิ ลิ้มทองกุล” กับแคมเปญ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” ซึ่งกำลังถูกจับตาว่า จะนำไปสู่การชุมนุมประท้วงหรือไม่ ?
2. ทำไมภูมิใจไทยจึงยัง "ไม่จนตรอก" ?
แม้พรรคภูมิใจไทยจะสะบักสะบอม แต่หากมองข้ามช็อตไปถึงสมรภูมิการเลือกตั้งที่เป็นตัวชี้วัดอำนาจที่แท้จริง คู่แข่งหลักที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาทดแทนและกวาดต้อนคะแนนเสียง กลับยังตกอยู่ในสภาวะที่ "ขาดความโดดเด่น" หรือมีจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้ภูมิใจไทยยังคงรักษาที่มั่นของตนไว้ได้
คู่แข่งขั้วแรกคือ “พรรคเพื่อไทย” ที่พยายามรีแบรนด์และผลักดัน “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ให้ก้าวสู่จุดสูงสุดทางการเมือง โดยหวังใช้ภาพลักษณ์นักวิชาการที่ประสบความสำเร็จ ดึงดูดชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ ประกอบกับการเป็นทายาทสายเลือดแท้ๆ ของตระกูลชินวัตร (บุตรชายของอดีตนายกฯ สมชาย และเยาวภา น้องสาวทักษิณ) เพื่อรักษาฐานเสียงมวลชนเดิม
แต่ในความเป็นจริง พรรคเพื่อไทยในภาพรวมยังอยู่ในช่วงพักฟื้น และสูญเสียฐานความนิยมไปมาก การใช้ภาพลักษณ์นักวิชาการอาจเป็นก้าวใหม่ที่ดี แต่ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเจาะทะลวงกำแพงเครือข่ายบ้านใหญ่และระบบอุปถัมภ์ที่เข้มแข็งของภูมิใจไทยในระดับภูมิภาคได้แบบพลิกแผ่นดิน
คู่แข่งขั้วที่สองคือ “พรรคประชาชน” นำโดย “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรค “ณัฐพงษ์” มีจุดแข็งในฐานะวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และยึดมั่นในการทำงานแบบใช้ข้อมูลขับเคลื่อน (Data-driven) ในการตรวจสอบงบประมาณและนโยบายรัฐ
แต่จุดอ่อนที่เห็นได้ชัดคือ "ความโดดเด่นและแรงดึงดูด" บนเวทีการเมืองมวลชน เมื่อเทียบกับบารมีของอดีตผู้นำพรรคในรุ่นก่อนหน้า
แม้พรรคประชาชนจะเก่งกาจในการหาข้อมูลชำแหละความไม่โปร่งใสของภูมิใจไทย แต่ในสมรภูมิเลือกตั้งแบบแบ่งเขตที่ต้องอาศัยทั้งกระแสและความน่าเชื่อถือในตัวบุคคล ความเป็น "เนิร์ดเทคโนโลยี" ของ “ณัฐพงษ์” อาจยังสร้างกระแสความนิยมในพื้นที่ต่างจังหวัดได้ไม่แรงพอที่จะเกิดปรากฏการณ์สึนามิทางการเมือง
3. ชัยชนะบนความไม่พร้อมของคู่แข่ง
มรสุมที่รุมเร้าพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้ อาจทำลายความชอบธรรมและบ่อนทำลายศรัทธาของประชาชนในระยะยาวได้อย่างสาหัส แต่ในเกมการเมืองวันนี้ ที่อำนาจชี้ขาดอยู่ที่จำนวน สส.
ตราบใดที่พรรคเพื่อไทยยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ และพรรคประชาชนยังหาจุดลงตัวในการสร้างผู้นำที่มีแรงดึงดูดมวลชนในวงกว้างไม่ได้ พรรคภูมิใจไทยก็จะยังคงสามารถอาศัยเครือข่ายกลไกรัฐ และฐานอำนาจท้องถิ่น ประคองตัวให้อยู่รอดและกุมความได้เปรียบเหนือคู่แข่งได้ต่อไป
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม