ขุนนาง อำมาตย์ ข้าราชการ (1)

ขุนนาง อำมาตย์ ข้าราชการ (1)

คนโลกสวย/ทวี สุรฤทธิกุล

ในสังคมไทย “ข้าราชการ”ไม่ได้เป็นเพียงอาชีพอย่างหนึ่ง แต่เป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของสังคม

ประวัติศาสตร์ประเทศไทยกล่าวว่า รัฐไทยเกิดขึ้นที่สุโขทัย เรียกว่าอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรก พระมหากษัตริย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ พ่อขุนรามคำแหง ผู้ประดิษฐ์อักษรไทยและแผ่ขยายราชอาณาจักรออกไปอย่างกว้างขวาง ขอให้สังเกตคำว่า “พ่อขุน” ในพระนามของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในยุคนั้น ที่นักรัฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าเป็นตำแหน่ง “หัวหน้าของขุนนาง” หรือขุนนางที่มีตำแหน่งสูงสุดนั่นเอง ที่คู่กันกับขุนก็คือ “ไพร่” อันหมายถึงราษฎรโดยทั่วไป ซึ่งในสมัยสุโขทัยนั้นยังไม่ได้มีการจัดแบ่งผู้คนเป็นชนชั้นต่าง ๆ แต่มีการจัดแบ่งคนไว้ตามหน้าที่ คือ “ขุน” เป็นผู้ปกครอง และ “ไพร่” ก็คือผู้ใต้ปกครอง อีกทั้งเชื่อว่าการปกครองในสมัยสุโขทัยนี้ ผู้ปกครองมีความใกล้ชิดและมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ใต้ปกครอง เหมือน “พ่อปกครองลูก” ที่นักรัฐศาสตร์เรียกการปกครองแบบนี้ว่า “ปิตาธิปไตย” หรือ “การปกครองโดยบิดา” (ปิตา = บิดา) 

ขณะที่อาณาจักรสุโขทัยกำลังรุ่งเรืองในดินแดนทางตอนเหนือที่ลุ่มแม่น้ำยม ทางตอนใต้ที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งก็คืออาณาจักรอยุธยา ที่ต่อมาได้แผ่ขยายอำนาจขึ้นมายึดครองอาณาจักรสุโขทัยไว้ได้ แต่ก็ไม่ได้ทำลายเมืองสุโขทัย เพียงแต่กษัตริย์ของอยุธยาได้ตั้งพระราชโอรสให้มาคุมดินแดนแถบนี้ไว้อย่างใกล้ชิด โดยย้ายเมืองหลักลงมาอยู่ที่ตอนใต้ทางลุ่มแม่น้ำน่าน คือเมืองพิษณุโลก 

ทั้งนี้กษัตริย์อยุธยาก็ได้นำลัทธิการปกครองของพวกฮินดูมาใช้ปกครอง นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “ลัทธิเทวสิทธิ์” หรือ “เทวราชา” ผู้ปกครองคือ “เทวะ” หรือ “เทพเจ้า” ที่อยู่เหนือมนุษย์โดยทั่วไป มีการจัดระบบขุนนางตามแบบเก่า (สุโขทัย) ให้เป็นแบบใหม่ มีลำดับชั้นของขุนนางต่าง ๆ เรียกว่า “ศักดินา” ที่ขึ้นตรงกับ “พระราชา” โดยแบ่งหน้าที่และพื้นที่ไปปกครองดูแล “ไพร่” คือราษฎรโดยทั่วไป ซึ่งก็มีการแบ่งชนชั้นและฐานะของไพร่เป็นพวก ๆ รวมถึงเกิดมี “ทาส” คือชนชั้นที่อยู่ล่างสุด สมัยอยุธยานั้นไพร่ต้องมีเจ้านาย ถ้าไพร่คนใดไม่มีเจ้านายจะไม่ได้รับการต้อนรับในสังคม รวมถึงการคุ้มครองและปกป้องสิทธิต่าง ๆ เช่น การช่วยเหลือทางคดีความและการรับโทษ ที่ขุนนางผู้ดูแลจะต้องมี “ทนาย” หรือข้าราชการในด้านกฎหมาย คอยดูแลคดีต่าง ๆ นั้นให้ ส่วนทาสนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองอะไรเลย เมื่อทำผิดขุนนางที่เป็น “นายทาส” อาจจะลงโทษได้ตามความพอใจ ทาสในสมัยอยุธยา (และมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น) จึงมีฐานะไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยงเพื่อใช้งานในบ้าน 

อาณาจักรอยุธยาสิ้นสลายด้วยน้ำมือของพม่า ขุนนางหลายคนคิดกอบกู้เอกราช เริ่มจากพระเจ้าตาก ผู้ปราบเจ้าและขุนนางอื่น ๆ ได้ราบคาบ แล้วสถาปนาอาณาจักรธนบุรีขึ้นริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ตั้งอยู่ได้เพียง 15 ปี ก็ถูกขุนนางผู้ร่วมศึกมาตั้งแต่ครั้งกอบกู้เอกราชทำการ “ปราบดาภิเษก” (ภาษาสมัยนี้ก็คือ “รัฐประหาร” นั่นเอง) คือเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ผู้สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ในราชวงศ์สุโขทัย) แล้วสถาปนาอาณาจักรกรุงเทพฯ หรือกรุงรัตนโกสินทร์นี้ขึ้น (เมื่อได้พระแก้วมรกตมาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง) 

การปกครองเป็นยุคที่เรียกได้ว่า “ขุนนางเป็นใหญ่” เพราะพระมหากษัตริย์ (ที่ก็เป็นขุนนางมาก่อน) ต้องพึ่งขุนนางต่าง ๆ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะขุนนางตระกูลบุนนาค จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีพระเจ้าน้องยาเธอจำนวนมาก ได้เข้ามาช่วยราชการในกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ที่ได้มีการนำระบบราชการแบบตะวันตก (ยุโรป) เข้ามาใช้ รวมถึงการปรับสถานะของพระมหากษัตริย์ตามแบบ “เทวสิทธิ์” ที่มีความแข็งกร้าวและห่างเหินจากราษฎร มาใกล้ชิดกับราษฎรมากขึ้น พร้อมกับสร้างความเจริญให้กับราชอาณาจักรอย่างมากมาย โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้รับการถวายพระนามว่า “พระปิยมหาราช” หรือ “พระมหาราชอันเป็นที่รัก (ของประชาชน) อย่างยิ่ง” 

ในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้เอง ที่ระบบราชการไทยได้แผ่ขยายครอบคลุมไปปกครองคนไทยได้ทั้งราชอาณาจักร โดยข้าราชการซึ่งก็คือขุนนางในการปกครองแบบเดิม (และก็ยังมียศมีตำแหน่งที่เรียกว่า “ศักดินา” ในแบบเดิมนั้นด้วย) ได้รับถวายงานสนองพระบรมราชสิทธิ์ (แปลว่า “อำนาจของพระมหากษัตริย์”) อย่างเต็มที่ ทำให้อำนาจของพระมหากษัตริย์เข้ายึดกุมหัวเมืองต่าง ๆ ได้อย่างแข็งแกร่ง นักรัฐศาสตร์เรียกระบอบนี้ว่า “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” 

แต่อำนาจในแบบนี้ก็เกิดขึ้นจาก “ความจงรักภักดี” ของเหล่าขุนนาง เพราะพอเมื่อเหล่าขุนนางแตกแยกกันในตอนที่ขึ้นรัชกาลใหม่ ก็นำมาซึ่งความวุ่นวาย อย่างเช่นเกิดกบฏ ร.ศ. 130 ในตอนต้นรัชกาลที่ 6 ที่แม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระเมตตา ทรงพระราชทานอภัยโทษและลดโทษแก่ผู้กระทำการ ระบบราชการก็ไม่สงบเงียบ ทั้งยังขยายความขัดแย้งรุนแรงกว้างขวางมากขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 และนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น 

ผู้นำในการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็คือข้าราชการ มีการกล่าวยกย่องว่าคนที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ (อาจารย์กฎหมายลูกคหบดีพระนครศรีอยุธยา) ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น “มันสมอง” ของคณะราษฎร แต่ในข้อมูลทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่า ได้มีข้าราชการที่เป็นทหารเข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก โดยทหารคนสำคัญก็คือ หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีดตะสังคะ นายทหารลูกชาวสวนจากปากคลองบางเขน นนทบุรี ยศตอนเปลี่ยนแปลงการปกครองคือพันตรี) รวมถึงข้าราชการทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือนอีกหลายสิบคน 

มีการวางแผนโดยฝ่ายทหารในการเข้ายึดกุมบุคคลสำคัญและสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงที่มีการลวงว่าจะมีการซ้อมทหารใหม่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้นด้วย ยิ่งไปกว่านั้นทางฝ่ายทหารเองยังเป็นผู้ให้ใช้กำลังแบบ “ละมุนละม่อม” ในขณะที่ฝ่ายพลเรือนจะให้ “จัดการโดยเด็ดขาด” กับบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ แต่ที่สุดก็เป็นไปตามแนวทางของฝ่ายทหารที่ทำให้เหตุการณ์ไม่ขยายตัวรุนแรง แต่ที่เชื่อว่าการยึดอำนาจในครั้งนั้นไม่นองเลือดก็น่าจะด้วย “ขัตติยมานะ” หรือความอดกลั้นในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงไม่อยากให้มีการสู้รบฆ่าฟันกัน ซึ่งจะสร้างรอยร้าวในบ้านเมืองไปอีกยาวนาน โดยทรงมุ่งเอาประโยชน์สุขของบ้านเมืองและรักษาชีวิตของราษฎรทุกคน รวมถึงที่ไม่ทรงคิดจะชำระล้างเอาผิดคณะราษฎรให้มีการล้างแค้นอย่างไม่สิ้นสุดนั้นด้วย 

การขึ้น “ครองเมือง” ของคณะราษฎร ถือว่าเป็นยุคใหม่ของการปกครองไทย ที่คณะราษฎรขายฝันว่าจะสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นในบ้านเมือง คือให้ประชาชนเป็นใหญ่และมีสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ แต่ที่เกิดขึ้นต่อมากลับเป็นการเพิ่มอิทธิพลของข้าราชการ แบบที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรียกว่า “เจ้าพวกใหม่” ซึ่งก็หมายถึงกลุ่มผู้ปกครองของคณะราษฎร ก็เต็มไปด้วยข้าราชการ (ที่เรียกตัวเองว่า “ข้าราชการรุ่นใหม่”) ที่ขึ้นมาปกครองแทนที่ขุนนางของพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็มีอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ จนนักรัฐศาสตร์เรียกการปกครองของคณะราษฎรนี้ว่า “อำมาตยาธิปไตย” หรือ “ข้าราชการเป็นใหญ่” ที่จะได้พรรณนาถึง “พิษสง” ของระบอบนี้ที่ได้ทำให้ประชาธิปไตยของไทยบิดเบี้ยว และ “เฮี้ยน” เอามาก ๆ อยู่ในปัจจุบัน 

บทความเรื่องนี้อาจจะดูไม่ค่อยสุนทรีย์ หรือ “โลกสวย” เท่าไร ถ้ามองในมุมความ “เละเทะ” ของระบบราชการในบางส่วน แต่ประเทศไทยก็ยังน่าอยู่ เพราะต่อมาได้มีผู้มาสร้าง “กฤษฎาภินิหาร” คือ “การเปลี่ยนแปลงอย่างไม่น่าเชื่อ” ให้กับระบบราชการ เพราะในความเชื่อของนักรัฐศาสตร์บางกลุ่มบางคน อย่างตัวผู้เขียนนี้คนหนึ่ง มองว่าถ้าเราไม่มี “บุคคล” พระองค์นี้ คงไม่มีใคร “เอาอยู่” กับระบบราชการไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นั้น 

พระองค์ทรงดำเนินพระราโชบายและพระกรณียกิจมากมายอย่างยากลำบาก ที่จะฟื้นฟูระบบราชการให้ “คืนดี” เพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อีกครั้ง ทำให้ประเทศไทยยังคงอยู่ในแนวทางของ “โลกสวย” ที่น่าอยู่และมีความสุขความเจริญตามสมควรต่อไป (ขอนำไปขยายความในสัปดาห์หน้าครับ)