โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งกลางเทอม

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งกลางเทอม

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ขณะนี้การเมืองของสหรัฐฯ กำลังเกิดความคึกคักอย่างหนัก สืบเนื่องมาจากวันเลือกตั้งกลางเทอมกำลังใกล้เข้ามาทุกที อีกทั้ง “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ยังคงต้องการนั่งรักษาอำนาจในสภาคองเกรสอย่างเหนียวแน่น ในทางกลับกัน พรรคเดโมแครตก็ต้องการที่จะพลิกผลของการเลือกตั้ง โดยทั้งสองฝ่ายต่างงัดเอากุศโลบาย เล่ห์เหลี่ยม และชั้นเชิงต่างๆ สาดโคลนโจมตีใส่กันอย่างดุเดือด!

วุฒิสมาชิกจอน ออสซอฟฟ์” (Jon Ossoff) สังกัดพรรคเดโมแครต จากรัฐจอร์เจีย ได้ออกมาจุดประกายเปิดประเด็นกล่าววิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์อย่างรุนแรงว่า เป็นทั้งจอมขี้โกง จอมโว และจอมโกหก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีนักการเมืองคนใดกล้าออกมาโจมตีเยี่ยงนี้เลย

กรณีของสงครามที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินกับอิหร่านนั้น วุฒิสมาชิกออสซอฟฟ์ผู้นี้ยังออกมากล่าวโจมตีประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “กำลังโกหกต่อชาวอเมริกันอย่างหน้าด้านๆ” โดยวุฒิสมาชิกออสซอฟฟ์ยังกล่าวบริภาษต่อไปว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งแต่หาประโยชน์ให้กับตนเองและสมาชิกในครอบครัวเท่านั้น”

สำหรับนโยบายภายในประเทศนั้น วุฒิสมาชิกออสซอฟฟ์ก็ยังกล่าววิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์ต่อไปว่า “สร้างความเสียหายให้กับนโยบายเศรษฐกิจ จนมีผลทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แถมยังทำลายนโยบายด้านเศรษฐกิจ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการตัดงบประมาณด้านสวัสดิการของคนอเมริกัน”

นอกจากนั้นแล้ว วุฒิสมาชิกออสซอฟฟ์ก็ยังวกเข้าไปโจมตีเรื่องส่วนตัวใต้เข็มขัดของประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าไปมีอะไรซัมติงกับ “นาตาลี ฮาร์ป” (Natalie Harp) วัย 35 ปี ผู้ช่วยส่วนตัว แบบผิดปกติจนกลายเป็นข่าวเกรียวกราวอยู่ขณะนี้ (ข้อมูลจาก The Atlantic: Ossoff’s Natalie’s moment August 21, 2026; The Hill, Ossoff: Amazing to watch this White House meltdown over Harp remark, August 20, 2026)

และถึงแม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมิได้ลงแข่งขันการเลือกตั้งกลางเทอมในครั้งนี้ก็ตาม แต่การที่พรรคเดโมแครตออกมากล่าวว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้ถือเป็นการวัดผลงานของประธานาธิบดีทรัมป์โดยตรง หรือที่เรียกกันว่า “Referendum” ว่าประธานาธิบดีทรัมป์สมควรจะไปต่อหรือพอเพียงแค่นี้ และยิ่งดูเหมือนว่าขณะนี้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์กำลังร่วงลดต่ำลงไปเรื่อยๆ ตามลำดับ สืบเนื่องมาจากชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ เข้าไปทำสงครามกับอิหร่านมาตั้งแต่เริ่มต้น แถมสงครามครั้งนี้ยังส่งผลกระทบทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น จนสร้างความเดือดร้อนต่อชาวอเมริกันเป็นอย่างมาก

ในเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เป็นหัวหน้าพรรครีพับลิกัน ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับตัวเขาก็ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อค่ายพรรครีพับลิกันอย่างหลีกเลี่ยงมิได้เลย ขณะนี้นักการเมืองของค่ายพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ต่างให้การสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเต็มที่ ดังนั้น เมื่อคะแนนนิยมของเขาตกลงไปอย่างมาก ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อสมาชิกของค่ายพรรครีพับลิกันทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในวุฒิสภาอย่างแน่นอน

เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตที่มีทั้งหมด 435 คน จะต้องลงแข่งขันเลือกตั้งกันใหม่ทั้งหมดทั่วประเทศ ฉะนั้น นักการเมืองที่สังกัดอยู่ในค่ายพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ถึงกับหลีกเลี่ยงที่จะออกมาปรากฏตัวหาเสียงร่วมกับประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะถือว่าเป็นการเสี่ยง และเนื่องจากคะแนนของประธานาธิบดีทรัมป์ร่วงลงมาต่ำกว่า 40% จึงถือเป็นโอกาสทองของนักการเมืองในค่ายพรรคเดโมแครต ที่สามารถออกมาวิพากษ์วิจารณ์โจมตีทั้งประธานาธิบดีทรัมป์และบรรดานักการเมืองของพรรครีพับลิกันได้อย่างคล่องปาก จนขณะนี้ปรากฏให้เห็นว่า ชาวอเมริกันเพิ่มความไม่พึงพอใจต่อประธานาธิบดีทรัมป์และสมาชิกนักการเมืองในค่ายพรรครีพับลิกันเป็นอย่างมาก!

ถึงแม้ว่าบรรดานักการเมืองในค่ายพรรครีพับลิกันต่างพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่ผูกติดกับประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงหาเสียงก็ตาม แต่พวกเขาแทบไม่มีทางเลือกใดๆ เลย เพราะจำต้องขอพึ่งความช่วยเหลือทางด้านเม็ดเงินกองกลางที่มีจำนวนมหาศาลของพรรครีพับลิกันที่เรียกว่า “Make America Great Again” หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “MAGA Inc.” ที่มียอดเงินสดอยู่ถึง 404 ล้านดอลลาร์ (ข้อมูลจาก Federal Election Commission)

อนึ่ง Federal Election Commission (FEC) เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาที่ดูแลการเลือกตั้งระดับรัฐบาลกลาง และด้วยเงินสดก้อนใหญ่ของ MAGA Inc. นี้ ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นเงินบริจาคจากบรรดามหาเศรษฐีเงินถุงเงินถังรายใหญ่ๆ ที่ให้การสนับสนุนพรรครีพับลิกันเสมอมา ดังนั้น จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่ขณะนี้บรรดานักการเมืองของค่ายพรรครีพับลิกันกำลังอยู่ในอาการผะอืดผะอม กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

อย่างไรก็ตาม ทางด้านเม็ดเงินของฝ่ายพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีเงินสดในกองทุนหาเสียงมากถึง 400 กว่าล้านดอลลาร์นั้น กลับปรากฏให้เห็นว่าคู่แข่งฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคเดโมแครต มีเงินสดที่ใช้ในการหาเสียงแค่เพียง 17 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

กล่าวโดยสรุป ทั้งนี้และทั้งนั้น อีกแค่เพียงสองเดือนกว่าๆ ที่จะถึง การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาก็จะเกิดขึ้นแล้ว และหากพรรคเดโมแครตซึ่งมีเม็ดเงินในการหาเสียงน้อยนิดกว่าพรรครีพับลิกันที่มีเม็ดเงินในกองทุน “MAGA Inc.” มากกว่าคู่แข่งหลายเท่า แต่ต้องไม่ลืมว่าขณะนี้คะแนนนิยมของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” กำลังร่วงต่ำลงไปเรื่อยๆ และหากตรงตามที่บรรดาสำนักหยั่งเสียงชื่อดังต่างๆ ออกมารายงานว่า พรรคเดโมแครตจะชนะการเลือกตั้งกลางเทอมทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในวุฒิสภา การที่มีเม็ดเงินมากก็มิได้หมายความว่าจะต้องชนะเสมอไป

แต่เนื่องจากที่ผ่านๆ มา เส้นทางในแวดวงการเมืองมักจะใช้กฎ “Money Talks and Money Walks” ที่เราๆ ท่านๆ คงจะต้องเฝ้าจับตาดูกันต่อไปว่า เงินจะสามารถใช้โปรยเพื่อสร้างชัยชนะได้หรือไม่ อย่างไร ละครับ