ชี้บทจบ "คดีฮั้วสว." กกต.บนทางแพร่ง ศักดิ์ศรีหรือหายนะ?

ชี้บทจบ "คดีฮั้วสว." กกต.บนทางแพร่ง ศักดิ์ศรีหรือหายนะ?

ท่ามกลางฝุ่นตลบของการเมืองไทย ข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กำลังยกระดับจากคำวิจารณ์เรื่องการจัดตั้งกลุ่มลงคะแนน ไปสู่มรสุมลูกใหญ่ที่ท้าทายองค์กรอิสระผู้คุมกติกาอย่าง 'คณะกรรมการการเลือกตั้ง' หรือ กกต. หากการตัดสินใจทางกฎหมายในแต่ละขั้นตอนขาดความชัดเจน อาจทำให้หน่วยงานนี้ต้องเผชิญกับการถูกตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมเสียเอง

ความแหลมคมดังกล่าวถูกจุดประกายจากข้อสังเกตของนายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมายระดับแนวหน้า ซึ่งชี้ให้เห็นถึงรอยต่อในกระบวนการทำงานของ กกต. ที่หากพิจารณาตามหน้าเสื่อแล้ว สิ่งนี้อาจกลายเป็น 'จุดเปราะบาง' กระทบต่อความน่าเชื่อถือของกรรมการทั้งคณะ

เมื่อกางรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จะพบว่าอำนาจหน้าที่ของ กกต. ถูกขีดไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะยามมีเสียงร้องเรียนเรื่องทุจริตเลือกตั้ง องค์กรนี้ต้องเร่งไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาโดยเร็ว ทว่า กับกรณีข้อร้องเรียน สว. กระบวนการตรวจสอบกลับใช้เวลาล่วงเลยมาหลายเดือนนับแต่วันหย่อนบัตรเสร็จสิ้น

ความล่าช้าดังกล่าวทำให้สังคมและนักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถาม พร้อมเรียกร้องให้เร่งรัดการพิจารณาเพื่อให้เกิดความกระจ่างโดยเร็ว ทั้งยังเป็นการป้องกันเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพของกระบวนการตรวจสอบ

หากเจาะลึกถึงกลไกสืบสวนหาข้อเท็จจริง การทำงานของ กกต. แบ่งเป็นสองเส้นทางหลัก ทางแรกคือชุดใหญ่ลงมือไต่สวนด้วยตนเอง หากพบความผิดปกติก็จะมีมติส่งเรื่องถึงมือศาลทันที

ส่วนอีกแนวทางที่กำลังใช้อยู่ในขณะนี้ คือการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวน ซึ่งมีเพียงบทบาทรวบรวมพยานหลักฐานและเสนอความเห็น ไม่มีอำนาจฟันธงชี้ขาด ถ้าพบว่าคดีมีมูล ขั้นตอนต่อไปคือการชงเรื่องให้ กกต. ชุดใหญ่พิจารณา โดยอำนาจตัดสินใจด่านสุดท้ายยังคงถูกผูกขาดไว้ที่บอร์ดบริหารสูงสุด

ความน่าสนใจของคดีเดินทางมาถึงจุดสำคัญ เมื่อมีการมอบหมายให้ 'อนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26' ลงพื้นที่หาความจริง ตามมาด้วยกระแสข่าวและข้อสังเกตจากวงการนักกฎหมายที่ระบุว่า ทีมงานชุดนี้อาจพบพยานหลักฐานเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง และเตรียมเสนอเรื่องให้ชุดใหญ่พิจารณาตามขั้นตอน

ถึงหน้ากระดานนี้ ตามครรลองปกติสาธารณชนย่อมคาดหวังให้ กกต. รับลูกจากรายงานดังกล่าวเพื่อดำเนินการต่อ แต่กลับมีรายงานถึงการตั้ง 'อนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 36' ขึ้นมาสางคดีเดียวกันซ้ำอีกครั้ง

ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดข้อสงสัยในมาตรฐานการทำงานอย่างกว้างขวาง ว่าเหตุใดจึงต้องตั้งคณะทำงานชุดใหม่ขึ้นมาพิจารณาซ้อนทับ สังคมยังคงรอฟังคำชี้แจงถึงความจำเป็นในการสับเปลี่ยนทีมสืบสวน ซึ่งประเด็นนี้นักกฎหมายหลายคนมองว่าเป็น 'จุดเปราะบาง' ที่อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายในอนาคต

รอยต่อของการใช้อำนาจที่ถูกตั้งข้อสงสัย เปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงบรรดาผู้สมัคร สว. ที่ตกรอบ สามารถรักษาสิทธิ์ของตนเอง โดยอาจนำกระบวนการไต่สวนนี้ไปเป็นฐานยื่นฟ้องต่อ 'ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ' เพื่อให้องค์กรตุลาการเข้ามาตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยสร้างบรรทัดฐานในเรื่องนี้มาแล้ว ดังเช่นคดีในอดีตที่มีการยื่นฟ้องกรรมการระดับสูงจนศาลมีคำพิพากษา นั่นคือกรณีศึกษาที่สะท้อนว่า ทุกการใช้อำนาจย่อมต้องถูกตรวจสอบกลับได้เสมอ คดี สว. ครั้งนี้ก็เช่นกัน หากมีการรวมตัวพึ่งพากระบวนการยุติธรรม โอกาสที่ผู้คุมกฎจะต้องไปชี้แจงข้อเท็จจริงในชั้นศาลก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

เวลานี้ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่การตัดสินใจของ กกต. ชุดใหญ่ ซึ่งกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ทางหนึ่งคืออิงตามข้อค้นพบของอนุกรรมการชุดแรก (ชุดที่ 26) เพื่อรักษาบรรทัดฐานและตอบข้อสงสัยของประชาชน ส่วนอีกทางคือเลือกใช้รายงานของชุดที่ 36 ซึ่งกำลังถูกจับตาว่าผลลัพธ์จะออกหัวหรือก้อย จะช่วยสร้างความกระจ่าง หรือกลับกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดโดมิโนการฟ้องร้องตามมา

เส้นบางๆ ระหว่างการทำหน้าที่ด้วยความรอบคอบ กับความคาดหวังของสาธารณชนที่ต้องการเห็นความเด็ดขาดกำลังถูกทดสอบ การตัดสินใจหลังจากนี้จะไม่ใช่แค่การชี้ชะตาความชอบธรรมของวุฒิสภาชุดใหม่ แต่จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่า ท้ายที่สุดแล้ว องค์กรผู้รักษากติกาของประเทศ จะธำรงไว้ซึ่งมาตรฐานและความโปร่งใสได้มากน้อยเพียงใด

เวลาและกระบวนการยุติธรรม จะเป็นผู้ให้คำตอบ