ปัญหาครอบครัว : วิกฤติสังคม
ดร.สุพิศ ปราณีตพลกรัง นำเสนอบทความเรื่อง "ปัญหาครอบครัว : วิกฤติสังคม" ความว่า ครอบครัวถือเป็นหน่วยสังคมที่เล็กที่สุด แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการที่จะชี้นำสังคมไปในทิศทาง
ต่าง ๆ ทั้งดี ทั้งไม่ดี ในอดีตครอบครัวไทยเป็นครอบครัวใหญ่ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการขาดความอบอุ่น การดูแลสั่งสอน การมีแบบฉบับที่ดี สมาชิกในครอบครัวต่างมีบทบาทที่เหมาะสมตามสภาพของตนและมีส่วนร่วมในการจัดการให้เกิดความสงบเรียบร้อยในครอบครัว สมาชิกทุกคนในครอบครัวมีความสุข มีศักยภาพที่พร้อมที่จะเผชิญโลกภายนอก ในขณะเดียวกันสมาชิกในสังคมก็มาจากพื้นฐานที่ได้รับการกล่อมเกลาจากครอบครัวมาเป็นอย่างดี มีความงดงามทางด้านจิตใจและความพร้อมที่จะอยู่ในสังคมได้ในฐานะเป็นพลเมืองที่ดี บำเพ็ญสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มีความละอายต่อความไม่ดี มีคุณธรรมเป็นพื้นฐานในจิตใจ
อย่างไรก็ตาม ต่อมาสังคมได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญของโลก โดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนาทางเทคโนโลยี สังคมเมืองมีการขยายตัว การติดต่อสื่อสารทำได้ง่ายขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมสมัยใหม่ ครอบครัวได้รับผลกระทบจากครอบครัวใหญ่กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว สายใยความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกเกิดความคลอนแคลน ไม่หนักแน่นเหมือนเดิม ประกอบสมาชิกในสังคมก็มีความหลากหลาย มีความแตกต่างกันในเรื่องของระดับชั้นทางสังคมและทางเศรษฐกิจ ตลอดจนมีการเกี่ยวข้องกันทางชาติพันธุ์ และการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่าประเทศมากขึ้น มีการเคลื่อนย้ายแรงงาน กำลังคน เกิดการขัดแย้งและหล่อหลอมกันทางวัฒนธรรมและความคิดไปในขณะเดียวกัน สภาพครอบครัวจึงเปลี่ยนไป สูญเสียความสัมพันธ์อันดีงาม เกิดการนิยมวัตถุมากกว่าการให้ความสำคัญทางด้านจิตใจตลอดจนมาตรฐานการยึดถือความถูกต้องดีงามและศีลธรรมจรรยา ดังที่เราจะเห็นได้จากข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่ปรากฏในปัจจุบันทั้งการข่มเหงรังแกกัน ความรุนแรงในครอบครัว ถึงขนาดลูกฆ่าพ่อแม่ได้ ปัญหาการกราดยิงในโรงเรียน ปัญหาความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็นกรณีสืบเนื่องมาจากปัญหายาเสพติด ปัญหาทางจิตหรือความบีบคั้นจากปัญหาต่าง ๆ ก็ตาม
สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นถึงแนวโน้มความล่มสลายของสังคมส่วนรวมอันเนื่องมาจากปัญหาครอบครัวหรือวิกฤติทางครอบครัว จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงและสมควรที่จะต้องมีการถอดบทเรียนและหาทางจำกัดวงปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งก็หวังที่จะเห็นแนวโน้มความจริงใจในการแก้ปัญหาจากหน่วยงานระดับกระทรวง ทบวง กรม ของรัฐบาลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่จะต้องประสานงานกันทุกฝ่ายทั้งด้านการพัฒนาสังคม การศึกษา การกีฬา การท่องเที่ยวและอื่น ๆ หรือในอดีตที่เคยเรียกขานกันว่า ครม.สังคม ที่จะต้องร่วมกันพิจารณาเอาจริงเอาจังกับปัญหาและตกผลึกแผนงานและมาตรการการแก้ไขที่รวดเร็วและเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง หากปล่อยปละละเลยก็จะเกิดความชินชา เฉยชาและเป็นการสะสมทำให้ปัญหาเกิดการขยายวงและเกิดผลกระทบอย่างกว้างขวาง และเมื่อถึงเวลานั้นก็อาจจะสายไปเสียแล้วและเกิดความเสียดายที่ไม่ได้ใช้โอกาสที่มีในการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงเสียตั้งแต่ในเบื้องแรก ในขณะเดียวกันก็เป็นหน้าที่ของสมาชิกในสังคมที่จะต้องประสานความร่วมมือกันและพยายามป้องกันปัญหาตลอดจนลดความรุนแรงของปัญหาลงให้ได้ โดยสมาชิกในสังคมต้องไม่เป็นผู้สร้างปัญหาหรือมีส่วนก่อให้เกิดปัญหาในสังคมด้วย ที่กล่าวมาทั้งหมดก็ไม่ทราบว่าจะเป็นการหวังมากไปหรือเปล่า หรือเป็นความหวังลม ๆ แล้ง ๆ แต่ก็ถือว่ายังมีความหวังอยู่ และยังอยู่ด้วยความหวังว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีรากฐานหนาแน่นเป็นปึกแผ่นมานาน ยังพอเป็นฐานแห่งการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ เพียงแต่ว่าผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะมีความจริงใจในการแก้ปัญหามาน้อยเพียงใดเท่านั้น
ภาพประกอบสร้างขึ้นโดยAI