ระทึก!ดีเดย์14 กันยา ชี้ชะตา"กกต.- 138 สว." ชี้ชะตาการเมืองไทย
ปรากฏการณ์เขย่าโครงสร้างอำนาจที่แหลมคมที่สุดในนาทีนี้ ไม่ใช่การหักเหลี่ยมเฉือนคมในทำเนียบรัฐบาล แต่คือชะตากรรมของสมาชิกวุฒิสภา 138 ชีวิตที่กำลังแขวนอยู่บนปลายปากกาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
แฟ้มคดีลับที่หลุดรอดออกจากห้องสอบสวน จนกลายเป็นวิวาทะเดือดระหว่างฝ่ายการเมืองและภาคประชาสังคม คือรอยปริแตกที่เผยให้เห็นความเปราะบางของระบบลากตั้งฉบับพิสดาร
ข้อมูลเส้นทางการโทรศัพท์ปริศนาที่กลุ่ม iLaw อ้างว่าเชื่อมโยงกับผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. พรรคการเมืองใหญ่สายสีน้ำเงิน ตรงไปยังผู้สมัคร สว. 19 คน กลายเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่กลุ่ม iLaw และผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านนำมาต่อภาพข้อสันนิษฐานเรื่อง "ขบวนการจัดตั้ง" ให้สังคมเห็นชัดเจนขึ้น
และท่าทีขึงขังของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่เร่งล่าตัวคนปล่อยเอกสาร หรือการขู่ฟ้องร้องจากแกนนำพรรคการเมืองที่ถูกพาดพิง ยิ่งตอกย้ำว่าเดิมพันครั้งนี้สูงเกินกว่าจะปล่อยให้กระแสสังคมกดดันจนลุกลาม
วันที่ 14 กันยายนนี้ จึงไม่ใช่แค่วันนัดขานมติชี้ขาดผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนตามวาระปกติ แต่คือจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่พร้อมจะส่งคลื่นกระแทกไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลและทิศทางเศรษฐกิจประเทศ
ที่ผ่านมาศาลเคยวางบรรทัดฐานไว้แล้วว่าผู้สมัคร สว. ด้วยกันไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง อำนาจในการลั่นไกดำเนินคดีจึงผูกขาดอยู่กับ กกต. แต่เพียงผู้เดียว หากหน่วยงานรัฐตัดสินใจดับเครื่องชนด้วยการส่งศาลฎีกาเพื่อฟันข้อหาหนัก ทั้งการจัดเลี้ยง เสนอทรัพย์สิน และรับผลประโยชน์ สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันเกือบเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
ฉากทัศน์ดังกล่าวจะนำไปสู่ภาวะ "อัมพาตครึ่งซีก" ของฝ่ายนิติบัญญัติ สภาสูงที่เหลือสมาชิกเพียงหยิบมือจะไม่สามารถเดินหน้าวาระสำคัญได้ โดยเฉพาะการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. หรือแม้แต่ กกต. ชุดใหม่
นั่นเท่ากับว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจในกลไกตรวจสอบของรัฐจะถูกแช่แข็งในจังหวะที่ประเทศต้องการความชัดเจนเพื่อดึงดูดความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
การล้มกระดาน สว. ล็อตใหญ่ จะเป็นการเปิดประตูให้กลไก "บัญชีสำรอง" ทำงาน และการเลื่อนชั้นของกลุ่มผู้สมัครสำรองที่มีส่วนผสมของสายประชาสังคมและเครือข่ายสีส้ม จะเปลี่ยนดีเอ็นเอของสภาสูงแบบฉับพลัน จากป้อมปราการที่เคยโหวตไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ จะกลายเป็นพื้นที่กระจัดกระจายที่ขั้วอำนาจเดิมไม่สามารถสั่งการได้อีกต่อไป
เมื่อปราการหลังของมุ้งการเมืองบางขั้วพังทลาย ดุลอำนาจในพรรคร่วมรัฐบาลจะพลิกกลับทันที พรรคแกนนำจะใช้จังหวะนี้รวบอำนาจเบ็ดเสร็จในการแบ่งเค้กงบประมาณ และผลักดันนโยบายกาสิโนถูกกฎหมายโดยปราศจากแรงเสียดทานจากพรรคร่วม
ในทางตรงกันข้าม หากบทสรุปจบลงด้วยการยกคำร้อง หรือลงโทษเพียงสถานเบาสวนทางกับพยานแวดล้อมที่ประจักษ์ต่อสาธารณะ วิกฤตศรัทธาจะปะทุขึ้นทันที ความโกรธแค้นของมวลชนที่รู้สึกถูกคุกคามด้วยระบบอุปถัมภ์จะกลายเป็นเชื้อไฟให้ฝ่ายค้านนำไปขยายผล การประท้วงนอกสภาและการซักฟอกในสภาจะผสมโรงกันกดดันเสถียรภาพรัฐบาล ต้นทุนที่ต้องจ่ายคือความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่สูญสลายไปกับความขัดแย้งที่ไม่มีวันจบ
หากสังคมเกิดข้อครหาว่าระบบยุติธรรมและกลไกการเมืองถูกบิดเบี้ยวเพื่อรับใช้โครงสร้างอำนาจเฉพาะกลุ่ม การชี้ชะตาคดีฮั้ว สว. จึงเป็นมากกว่าการลงโทษคนทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง คำถามที่สังคมไทยต้องร่วมกันหาคำตอบก็คือ เราจะยอมปล่อยให้ประเทศขับเคลื่อนต่อไปบนสถาบันนิติบัญญัติที่เต็มไปด้วยข้อครหา
หรือจะกล้าพอที่จะรื้อถอนนั่งร้านอำนาจที่ผุพัง แม้จะต้องแลกมาด้วยความโกลาหลทางการเมืองในระยะสั้นก็ตาม