“น้ำกระสายยา” เมื่อรสและเวลาคือ วิทยาศาสตร์
ดร.สุขทิพย์ สุขใส บัณฑิตวิทยาลัย นางสาวนลินรัตน์ ชูธรรม สำนักงานบริการอาคารบัณฑิต นำเสนอบทความเรื่อง “น้ำกระสายยา” เมื่อรสและเวลาคือ วิทยาศาสตร์ ความว่า ตำราเวชศาสตร์ไทยโบราณบันทึกไว้อย่างน่าสนใจว่า หมอไทยแต่บรรพกาลไม่ได้ปรุงยาด้วยความเชื่อลอยๆ หากดำเนินการภายใต้ตรรกะเชิงเภสัชวิทยาที่มีระบบ การเลือก “น้ำ” ที่ใช้เป็นตัวนำยา และการกำหนด “เวลา” ที่จะปรุงหรือรับประทานยา ล้วนผ่านการคำนวณบนพื้นฐานของทฤษฎีรสยา 9 รสและความเข้าใจในธาตุเจ้าเรือน ของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งในประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า “น้ำกระสายยา” ไม่ใช่ส่วนประกอบปลีกย่อยของตำรับยาไทย ดังที่มักเข้าใจกัน หากเป็นแกนความรู้สำคัญที่สะท้อนความละเอียดอ่อนของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย อย่างที่สังคมปัจจุบันมองข้ามไป
เหตุใดองค์ความรู้ที่ซับซ้อนและมีคุณค่าได้ถูกลดค่าให้เหลือเพียงความเชื่อพื้นบ้าน คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ การขาดการแปลศาสตร์นี้ให้อยู่ในภาษาที่โลกวิชาการร่วมสมัยเข้าใจได้ ทฤษฎีรสยา 9 รสจำแนกสรรพคุณสมุนไพรตามรสชาติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่รสเปรี้ยวที่กัดเสมหะ รสหวานที่บำรุงและซาบซ่านสู่เนื้อเยื่อ จนถึงรสฝาด ที่สมานแผลและคุมธาตุ ระบบการจำแนกนี้มีความแม่นยำไม่น้อยไปกว่าการจัดหมวดหมู่สารออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาสมัยใหม่ ซึ่งการที่หมอไทยโบราณตระหนักว่า เวลาแห่งการปรุงและการรับยาส่งผลต่อประสิทธิภาพของฤทธิ์ยา ซึ่งน่าจะเป็นข้อเสนอที่ล้ำหน้ายุคสมัยของตน
แนวคิดเรื่องกาลเวลาในภูมิปัญญาไทยไม่ได้เป็นเพียงศาสตร์เดียว แต่มีความเกี่ยวข้องกับศาสตร์ตะวันตกสมัยใหม่ในสาขา Chronobiology หรือชีววิทยาเชิงเวลา ที่มองว่า นาฬิกาชีวภาพของมนุษย์มีผลโดยตรงต่อ การเผาผลาญ การดูดซึม และชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารต่างๆ ในแต่ละช่วงเวลาของวัน ข้อค้นพบนี้มีความสำคัญ เพราะเปลี่ยนสถานะขององค์ความรู้เรื่องน้ำกระสายยาจาก “มรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องอนุรักษ์” ไปสู่ “สมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ที่รอการทดสอบด้วยระเบียบวิธีวิจัยร่วมสมัย”
ในบริบทตลาดโลกปัจจุบัน อุตสาหกรรมเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล (Functional Beverage) เป็นเครื่องดื่ม เพื่อสุขภาพที่กำลังเติบโตต่อเนื่องภายใต้กระแสเศรษฐกิจสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness Economy) ผู้บริโภคทั่วโลกไม่ได้แสวงหาเพียงรสชาติ หากต้องการเครื่องดื่มที่ตอบสนองต่อการเสริมภูมิคุ้มกัน การปรับสมดุลร่างกาย และการฟื้นฟูสุขภาวะโดยองค์รวม สถานการณ์นี้เปิดโอกาสให้องค์ความรู้เรื่องน้ำกระสายยาถูกตีความใหม่ ในฐานะต้นแบบทางความคิดสำหรับนวัตกรรมเครื่องดื่มสุขภาพที่มีรากฐานอยู่บนวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนไทยอย่างเป็นระบบ นี่ไม่ใช่เพียงการผลิตสินค้าใหม่ หากคือ การสร้างกรอบความรู้ใหม่ที่เชื่อมโยงเภสัชกรรมไทย กับวิทยาศาสตร์การอาหารร่วมสมัยให้ประสานกันอย่างมีเหตุมีผลและตรวจสอบได้
การยกระดับภูมิปัญญานี้ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล จำต้องอาศัยการสังเคราะห์องค์ความรู้ดั้งเดิมร่วมกับมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยอาหารและหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวด การดำเนินการเช่นนี้ไม่ใช่เพียงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “ครัวไทยสู่ครัวโลก” แต่คือ กระบวนการที่ไทยควรได้รับ การยอมรับทางภูมิปัญญาในเวทีโลก แต่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ต้องมีการวางรากฐานให้เกิดการวิจัยต่อยอดเชิงลึก ทั้งด้านการสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรไทย การศึกษาผลของจังหวะเวลาต่อชีวปริมาณออกฤทธิ์ และการพัฒนามาตรฐานควบคุมคุณภาพเครื่องดื่มสุขภาพเชิงหน้าที่ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่แสวงหา ทั้งรสชาติ ความปลอดภัย และคุณค่าทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน
ทิศทางนี้ไม่ใช่เพียงข้อเสนอเท่านั้นเพราะมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ทดลองผลักดันแนวคิดนี้ให้เป็นรูปธรรม ด้วยการรวมผู้เชี่ยวชาญ 3 ภาคส่วนมาแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ทั้งฝ่ายคลินิกการแพทย์แผนไทย ฝ่ายธุรกิจเวลเนส (Wellness Business) ที่ทำงานในระดับสากล และฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม พร้อมนำเสนอตัวอย่าง การประยุกต์แนวคิดน้ำกระสายยาสู่เครื่องดื่มร่วมสมัยที่จับต้องได้ อาทิ กระเจี๊ยบมะตูมพุทราจีนที่ให้รสเปรี้ยวอมหวานช่วยกัดเสมหะ อัญชันมะนาวที่ให้รสเปรี้ยวเสริมสีสันพร้อมสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ ขิงเครื่องเทศที่ให้รสเผ็ดร้อน ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และตะไคร้น้ำผึ้งที่ให้รสหอมร้อนช่วยขับลมและผ่อนคลาย สูตรเหล่านี้สะท้อนว่า การยกภูมิปัญญาไทยสู่ระดับโลกนั้น ทำด้วยทฤษฎีเพียงลำพังไม่ได้ ต้องอาศัยการทำงานข้ามภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่งานวิจัยเชิงทฤษฎีไปจนถึงการพัฒนาสูตรที่ผู้บริโภคยุคใหม่รับได้จริง ซึ่งเป็นต้นแบบที่ควรขยายผลต่อ ในระดับสถาบัน
การเปิดประสบการณ์องค์ความรู้เรื่องน้ำกระสายยาสู่โลกสมัยใหม่ ควรได้รับการพิจารณาในฐานะพันธกิจทางวิชาการ ไม่ใช่เพียงการรื้อฟื้นสิ่งที่เกือบเลือนหายไปตามกาลเวลา หากเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่หลอมรวมศาสตร์แห่งรสยาและศาสตร์แห่งเวลาเข้ากับพลวัตของโลกสุขภาพร่วมสมัยอย่างมีวิจารณญาณ การสังเคราะห์ความรู้ในลักษณะสหวิทยาการเช่นนี้ นอกจากยืนยันคุณค่าทางวิชาการของการแพทย์แผนไทยในเวทีนานาชาติแล้ว ยังเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการผลักดันให้ภูมิปัญญาไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งขององค์ความรู้ด้านสุขภาพ ของมนุษยชาติร่วมสมัยได้อย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืน สมกับเจตนารมณ์ของการยกระดับ “ครัวไทย” ให้ก้าวสู่ การเป็น “ครัวโลก” อย่างแท้จริง