เปิดปมส่วนต่าง 3.4 หมื่นล้าน! ค่าน้ำมันบน 'ต้นทุนสมมุติ' ...ใครได้ใครจ่าย? 

บทความ บทวิเคราะห์20 เม.ย. 2569 • 05:15 น.
เปิดปมส่วนต่าง 3.4 หมื่นล้าน! ค่าน้ำมันบน 'ต้นทุนสมมุติ' ...ใครได้ใครจ่าย? 

เงิน 13 สตางค์ต่อลิตรที่ดูเหมือนน้อย... แต่เมื่อสะสมทั่วประเทศ กลับกลายเป็นเม็ดเงินมหาศาลกว่า 3.4 หมื่นล้านบาทต่อปี! เปิดเบื้องหลังโครงสร้างราคาน้ำมันไทยที่ถูกตั้งคำถามถึง “ต้นทุนแฝง” และความโปร่งใสที่ประชาชนต้องการคำตอบ 

ทุกลิตรที่เราเติมน้ำมัน เคยสงสัยไหมว่า... เงินที่เราจ่ายไป ถูกจัดสรรไปตามต้นทุนจริง หรือถูกกำหนดด้วย “สูตรคำนวณ” ที่เราเข้าไม่ถึง? 

เมื่อสูตรราคากลายเป็นข้อสงสัยของสังคม 

ตัวเลข 3.4 หมื่นล้านบาท ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้ สะท้อนถึง “ช่องว่าง” ในโครงสร้างราคาพลังงาน ประเด็นนี้ร้อนแรงขึ้นเมื่อ รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภาออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ระบบ Import Parity Pricing หรือการอ้างอิงราคาน้ำมันเสมือนว่านำเข้าจากสิงคโปร์ 

ประเด็นที่สังคมกำลังจับตาคือ: ในเมื่อน้ำมันส่วนใหญ่กลั่นภายในประเทศ เหตุใดโครงสร้างราคาจึงยังต้องบวก “ต้นทุนสมมุติ” เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยเสมือนนำเข้าจากต่างประเทศเข้าไปด้วย? 

นี่คือที่มาของคำถามเรื่อง “ต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง” ซึ่งไม่ใช่การพิพากษาผิดถูก แต่คือการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบว่า: 

รายจ่ายส่วนนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด? 

โดยเฉพาะ “ค่าพรีเมียมด้านความมั่นคง” ประมาณ 13 สตางค์ต่อลิตร เมื่อคำนวณเป็นยอดรวมระดับประเทศ กลับกลายเป็นเม็ดเงินมหาศาล... เงินส่วนนี้ถูกบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ของใคร? 

ความท้าทายใน “กล่องดำ” ของพลังงาน 

ในช่วงที่ประชาชนต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง ความโปร่งใสของ “กองทุนน้ำมัน” จึงถูกสปอร์ตไลท์ส่องอย่างหนัก โครงสร้างที่สลับซับซ้อนราวกับ “กล่องดำ” ทำให้ผู้บริโภคมองเห็นเพียงราคาปลายทาง แต่กลับไม่ทราบองค์ประกอบภายในที่ชัดเจน 

ยิ่งในภาวะที่ค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูง ภาพของ “กำไรส่วนเกิน” จึงกลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึงความสมดุล ระหว่างผลประกอบการของธุรกิจพลังงาน กับความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะค่าครองชีพพุ่งสูง 

โจทย์ใหญ่ในมือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” 

แรงกดดันนี้ส่งตรงถึงรัฐบาล โดยเฉพาะผู้ที่มีบทบาทกำกับดูแลทิศทางพลังงานอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล โจทย์ที่ต้องตอบในวันนี้ก้าวข้ามเรื่อง "ราคาน้ำมัน" แต่ไปถึงเรื่อง "ความยุติธรรมของระบบ" โดยมีทางเลือกเชิงนโยบาย 2 แนวทางหลัก: 

การปรับปรุงโครงสร้าง (Structural Reform): ทบทวนสูตร Import Parity ให้สะท้อนต้นทุนจริง และตรวจสอบค่าพรีเมียมทุกรายการให้มีความสมเหตุสมผล 

การบริหารสถานการณ์ (Crisis Management): การใช้กลไกคณะกรรมการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งอาจต้องแข่งกับเวลาและความคาดหวังของประชาชนที่พุ่งสูงขึ้น 

ทางออกเชิงยุทธศาสตร์: คลังสำรองน้ำมัน (SPR) 

แนวคิดเรื่อง “คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Petroleum Reserve - SPR) ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในทางออก เพื่อให้รัฐมีน้ำมันจริงในมือสำหรับบริหารจัดการราคาในช่วงวิกฤต แทนการพึ่งพากลไกราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ต้องมาพร้อมกับระบบการจัดการที่ตรวจสอบได้และมีความโปร่งใสขั้นสูงสุด 

ความเชื่อมั่น... ที่ต้องแลกด้วยความโปร่งใส 

ในระบอบประชาธิปไตย "โครงสร้างที่อธิบายไม่ได้ ย่อมยืนอยู่ได้ยาก" เงิน 13 สตางค์อาจดูเล็กน้อยในสมการคณิตศาสตร์ แต่ในสมการความรู้สึกของประชาชน มันคือบททดสอบความจริงใจของรัฐ 

คำถามสุดท้ายที่รัฐบาลต้องตอบ ไม่ใช่เพียงแค่ "น้ำมันจะถูกลงหรือไม่" แต่คือ... 

"เราจะร่วมกันสร้างระบบพลังงานที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมสำหรับทุกคนได้จริงเมื่อไหร่?" 

#น้ำมันแพง #โครงสร้างพลังงาน #กองทุนน้ำมัน #SPR #พลังงานไทย #เศรษฐกิจไทย #วิเคราะห์ข่าว #การเมืองไทย #รสนาโตสิตระกูล #อนุทินชาญวีรกูล #siamrathonline