ยิ่งวิ่งยิ่งห่างเส้นชัย ดับฝัน "ธนาธร" แลนด์สไลด์ "ทหาร" รุกเอาคืน "พรรคส้ม"

ยิ่งวิ่งยิ่งห่างเส้นชัย ดับฝัน "ธนาธร" แลนด์สไลด์ "ทหาร" รุกเอาคืน "พรรคส้ม"

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่โหดที่สุดสำหรับพรรคประชาชน เพราะยิ่งโค้งสุดท้ายใกล้เข้ามาเท่าไร ภาพความจริงทางการเมืองยิ่งชัดขึ้นว่า เส้นชัยที่เคยอยู่ไม่ไกล กำลังถูกดึงออกไปทีละก้าว แม้พรรคจะยังเป็น “พรรคอันดับหนึ่งในโพล” แต่การเมืองไม่วัดกันที่อันดับ หากวัดกันที่ความสามารถในการ “ปิดเกม” และในสนามเลือกตั้งรอบนี้ เกมกำลังถูกลากไปอยู่ในพื้นที่ที่พรรคส้มเสียเปรียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ความมั่นคง หากแต่เป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของบรรยากาศการเมืองทั้งประเทศ เสียงปืนที่ดังขึ้นตามแนวชายแดน ไม่ได้สะท้อนแค่การปะทะของกำลังพล แต่สะท้อนถึงการฟื้นคืนอำนาจของ “วาทกรรมชาตินิยม” ที่หลับใหลไปนาน และเมื่อชาตินิยมกลับมา สิ่งที่มาคู่กันโดยอัตโนมัติคือ ความชอบธรรมของกองทัพ

ในช่วงเวลาเช่นนี้ การเมืองเชิงปฏิรูปที่เคยขายได้ดี กลับกลายเป็นภาระทางความคิด พรรคประชาชนซึ่งเคยใช้วาทกรรม “ปฏิรูปกองทัพ” และ “ตัดงบกลาโหม” เป็นหัวใจในการต่อสู้ทางการเมือง ถูกดึงกลับเข้าสู่สนามเดิมด้วยเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อทหารมีการสูญเสียจริง เมื่อประชาชนเห็นภาพความตึงเครียดจริง และเมื่อคำว่า “อธิปไตย” ไม่ได้เป็นเพียงศัพท์ในตำรา แต่กลายเป็นความรู้สึกในชีวิตประจำวัน วาทกรรมใดก็ตามที่เคยตั้งคำถามต่อบทบาทกองทัพ ย่อมถูกตีความใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งสถานการณ์เดินหน้าไป การเมืองก็ยิ่งไม่เป็นธรรมกับพรรคส้ม การออกมาแสดงบทบาทของนายทหารระดับสูงในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการตอบโต้เชิงถ้อยคำ หากแต่เป็นการ “ยึดพื้นที่ทางความหมาย” กลับคืนมาอย่างได้ผล เมื่อคำถามว่า “เรามีพรรคการเมืองแบบนี้ไว้ทำไม” ถูกปล่อยออกมาในช่วงที่ทหารกำลังอยู่ในภาวะเสียสละ คำถามนั้นจึงไม่ใช่แค่การโจมตีทางการเมือง แต่เป็นการปลุกสำนึกของกลุ่มพลังเงียบที่ไม่ชอบความวุ่นวาย และให้คุณค่ากับอธิปไตยของประเทศชาติเหนืออุดมการณ์

แม้พรรคประชาชนจะพยายามแก้เกม ด้วยการปรับนิยามความมั่นคงใหม่ ชูแนวคิดทหารอาชีพ สวัสดิการทหาร และการจัดการภัยคุกคามยุคใหม่อย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือทุนเทาข้ามชาติ แต่การเมืองไม่ใช่สนามที่รอให้แนวคิดสุกงอม เมื่ออารมณ์สังคมถูกกำหนดด้วยความกลัวและความไม่แน่นอน แนวคิดเชิงโครงสร้างย่อมแพ้ภาพจำแบบดั้งเดิม และในห้วงเวลาที่ผู้คนต้องการ “ความมั่นใจทันที” คำอธิบายยาว ๆ มักไปไม่ถึงใจ

ตัวเลขโพลที่สะท้อนว่าพรรคประชาชนยังนำเป็นอันดับหนึ่ง จึงเป็นดาบสองคม เพราะในขณะที่คะแนนยังอยู่ในระดับร้อยละยี่สิบกลาง ๆ กลุ่ม “ยังไม่ตัดสินใจ” กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล กลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้ต่อต้านพรรคส้มโดยตรง แต่คือกลุ่มที่พร้อมจะเอนเอียงไปหาฝ่ายที่ให้คำตอบเรื่องความมั่นคงได้ชัดกว่า และนั่นคือกลุ่มเดียวกันกับที่พรรคประชาชนขยายฐานไม่ได้ในช่วงวิกฤตนี้

ภาพที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องออกมาเดินสายขอ “250 เสียง” ขอ “โอกาสทดลองงาน 4 ปี” และย้ำว่าหากทำไม่ดีไม่ต้องเลือกอีก คือภาพสะท้อนของการรับรู้ภายในพรรคว่า เกมนี้ไม่ง่ายอย่างที่เคยประเมิน การขอแลนด์สไลด์ในสภาวะที่กระแสชาตินิยมกำลังทำงานเต็มที่ ไม่ได้เป็นการตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น หากแต่เป็นการ “เดิมพันทางการเมือง” ที่ความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง เพราะหากไปไม่ถึงเป้า การตั้งรัฐบาลจะยิ่งยากขึ้นเป็นทวีคูณ และการจับมือของพรรคร่วมรัฐบาลเดิมเพื่อสกัดการเปลี่ยนโครงสร้าง ก็จะยิ่งแน่นหนา

สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่บทพิสูจน์ว่าพรรคประชาชนยังได้รับความนิยมหรือไม่ แต่คือบทพิสูจน์ว่า พรรคประชาชนสามารถฝ่ากำแพงความมั่นคงและอารมณ์ชาตินิยมที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงวิกฤตได้หรือเปล่า เพราะในสนามที่กองทัพได้เปรียบเชิงสัญลักษณ์ ทุกก้าวที่พรรคส้มพยายามเร่งเกม อาจไม่ได้นำเข้าใกล้เส้นชัย หากแต่กำลังเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้าม “รุกเอาคืน” ได้อย่างเป็นระบบ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจกลายเป็นวันที่ความฝันเรื่องแลนด์สไลด์ ถูกดับลงกลางทางอย่างเจ็บปวดที่สุด

#เลือกตั้ง2569 #พรรคประชาชน #ธนาธร #พรรคส้ม #กระแสชาตินิยม #กองทัพกับการเมือง #แลนด์สไลด์ #สยามรัฐ #วิเคราะห์การเมือง