“มีกล้าธรรม ไม่มีเรา” ประชาธิปัตย์ ยอมเสี่ยงในเกมอำนาจ เพื่อชนะในเกมศรัทธา

“มีกล้าธรรม ไม่มีเรา” ประชาธิปัตย์ ยอมเสี่ยงในเกมอำนาจ เพื่อชนะในเกมศรัทธา

หากพลิกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย กลยุทธ์ "การแบ่งขั้วเลือกข้าง" ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราเห็นมาทุกยุคทุกสมัย โดยมีกฎเหล็กคือ "ความชัดเจน คืออาวุธของพรรคคู่ชิง” ส่วน "ความคลุมเครือ คือเกราะกำบังของพรรคตัวแปร” 

พรรคที่เป็นคู่ชิงตำแหน่งเบอร์ 1 อย่าง “พรรคประชาชน” จำเป็นต้องประกาศจุดยืนที่แข็งกร้าว ไม่ร่วมรัฐบาลกับ “ภูมิใจไทย” รวมถึง “กล้าธรรม” เพื่อตรึงฐานเสียงและแสดงความเป็นผู้นำ 

ส่วน “เพื่อไทย” ที่มีเป้าหมายเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็ปรับกลยุทธ์มาเป็นตัวแปร เพราะประเมินแล้วว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ ตัวเองไม่ใช่พรรคเต็ง 1 จึงเลือกเปิดกว้าง เพื่อให้พรรคเข้าได้กับทุกสมการในการจัดตั้งรัฐบาล 

แต่ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ "พรรคประชาธิปัตย์" ภายใต้การนำทัพอีกครั้งของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กำลังทำสิ่งที่ท้าทายกฎเหล็กการเมือง ด้วยการเลือกเดินเกมแบบ "พรรคคู่ชิง" ทั้งที่สถานะจริงคือ พรรคตัวแปร อันดับที่ 2 หรืออันดับที่ 3 

1. ยอมเสี่ยง เพื่อกอบกู้ศรัทธา 

โจทย์ใหญ่ของประชาธิปัตย์ในยุคอภิสิทธิ์รีเทิร์น ไม่ใช่แค่การได้เป็นรัฐบาล แต่คือการกู้ศรัทธาที่เสื่อมถอย 

การที่พรรคประกาศชัดว่า ไม่ร่วมรัฐบาลกับ “พรรคกล้าธรรม” ถือเป็นการเดิมพันที่สูงลิ่ว เพราะในกระดานการเมือง หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคกล้าธรรมในฐานะพันธมิตรลำดับต้นๆ ก็มีโอกาสสูงได้เข้าร่วมรัฐบาล 

เมื่อประชาธิปัตย์ประกาศ "ไม่เอากล้าธรรม” เท่ากับกำลังขีดเส้นตายให้ตัวเอง "ถ้ามีกล้าธรรม ต้องไม่มีประชาธิปัตย์" 

นี่คือความเสี่ยงระดับสูงสุด เพราะหากภูมิใจไทยเลือกกล้าธรรม (ซึ่งมีโอกาสสูง) ประชาธิปัตย์จะถูกผลักไปเป็น "ฝ่ายค้าน" ทันที 

2. บทเรียนในอดีต 

ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ถึงยอมเดินเกมที่เสี่ยงจะหลุดจากวงจรอำนาจรัฐ ? คำตอบอยู่ที่ "บทเรียนความเจ็บปวด" ในอดีต 

(1) การเข้าร่วมรัฐบาลแบบ "ขอไปที" หรือขอแค่ได้ร่วม โดยไม่สนอุดมการณ์หลังการเลือกตั้งปี 2566 ทำให้ประชาธิปัตย์เสียรังวัดไปมหาศาล การกลับมาของอภิสิทธิ์คือการประกาศว่า พรรคยังยึดมั่นในอุดมการณ์ 

(2) จากกรณีพรรคกล้าธรรมมีปัญหาด้านภาพลักษณ์ การที่ประชาธิปัตย์ประกาศไม่สังฆกรรม ย่อมได้ใจประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบ "ฮั้วผลประโยชน์" 

(3) หากผลลัพธ์คือการเป็นฝ่ายค้าน ประชาธิปัตย์อาจมองว่า เป็น "โอกาส" มากกว่า "วิกฤต" การเป็นฝ่ายค้าน จะเป็นช่วงเวลาที่พรรคได้ฟอกตัว และทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น ซึ่งเป็นบทบาทที่ประชาธิปัตย์ถนัดที่สุด 

3. ยอมแพ้ในเกมอำนาจ เพื่อชนะในเกมศรัทธา 

กลยุทธ์ของประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ คือการยอมรับความจริงว่า "ตนเองไม่ใช่พรรคคู่ชิงในเชิงตัวเลข แต่ต้องการเป็นพรรคอันดับ 1 ในเชิงหลักการ" 

การยอมเสี่ยงเป็นฝ่ายค้าน คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อซื้อ "ความน่าเชื่อถือ" กลับคืนมา เพราะหากพวกเขาได้เป็นรัฐบาลโดยไม่สนใจหลักการ พรรคอาจตกต่ำหนักลงไปอีก และเสี่ยงสูญพันธุ์ทางการเมือง 

แต่ถ้ายอมเป็นฝ่ายค้านที่ยืนหยัดในหลักการ ประชาธิปัตย์อาจเจ็บตัวในวันนี้ แต่จะมีลมหายใจต่อไปได้อีก… ในวันข้างหน้า

 

บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม

#ประชาธิปัตย์ #อภิสิทธิ์ #กล้าธรรม #เกมอำนาจ #เกมศรัทธา #การเมืองไทย #เลือกตั้ง2569