คึกฤทธิ์ชีวิตไทย (51)

คึกฤทธิ์ชีวิตไทย (51)

ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล

ชีวิตที่มีความสุขคือชีวิตที่เราต้องปรับตัวเข้าหาทุกสิ่งรอบตัว และก็ต้องพยายามทำให้สิ่งเหล่านั้นมีความสุขไปกับตัวเราด้วย

หลายคนเข้าใจว่า คนที่มีบ้านทรงไทยหรือ “เรือนไทย” จะต้องเป็นคนที่มีเงินหรือเป็นเศรษฐี เพราะเรือนไทยนี้จะมีราคาค่าวัสดุและการก่อสร้างแพงกว่าเรือนแบบอื่น ๆ แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า เศรษฐีเหล่านั้นนั่นแหละที่มาสร้าง “ความแพง” ให้เกิดขึ้นกับบ้านทรงไทย เพราะที่จริงเรือนไทยไม่ได้แพง แต่เป็นเรือนที่สร้างขึ้นเพื่อปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ และพยายามให้ธรรมชาติเหล่านั้นสร้างความสุขให้กับตัวเอง ซึ่งธรรมชาติจริง ๆ นั้นก็ไม่ได้มีราคาแพง แต่เป็นเพราะพวกเศรษฐีพยายามสร้าง “ธรรมชาติเทียม” ขึ้นมาบำรุงบำเรอตัวเอง จึงทำให้เรือนไทยที่เคยอยู่กันมาแบบ “สมถะ” กลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย พร้อมกับ “ความสุขเทียม ๆ” จากธรรมชาติเทียมเหล่านั้น

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า ธรรมชาติของชีวิตคือการอยู่กับน้ำ เรือนไทยจึงสร้างขึ้นด้วยความกลมกลืนในชีวิตที่จะอยู่ร่วมกับน้ำ ดังที่จะเห็นว่าบ้านไทยนั้นต้องยกพื้นสูง และเน้นรูปทรงที่โปร่งโล่ง ประตูหน้าต่างก็ต้องมีจำนวนที่พอเหมาะ เพื่อการรับลมและระบายอากาศ รวมถึงทิศทางที่ต้องหันหน้ารับลม และอาณาเขตรอบบ้านก็ต้องมีคันคูระบายน้ำ แต่ส่วนใหญ่นั้นบ้านไทยมักจะอยู่ริมน้ำ จึงเป็นที่รับและระบายน้ำโดยธรรมชาติอยู่ในตัว ที่สำคัญบ้านไทยจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์มากมาย โต๊ะเก้าอี้นั้นไม่มีความจำเป็นเลยสำหรับบ้านไทย จะทำอะไรก็ทำที่พื้น บางทีก็มีแค่เสื่อหรือผ้าปูรองนั่งหรือนอน เน้นบ้านที่สะอาด กวาดและถูเป็นประจำ ห้องหับก็มีไม่มาก ห้องเดียวนั้นใช้ทั้งนั่งและกิน รวมทั้งรับแขกพูดคุย พอกลางคืนก็เอาผ้าปูหรือที่นอนออกมา แล้วก็กางมุ้ง พอตื่นขึ้นก็เก็บให้เรียบร้อยมิดชิด ตู้เสื้อผ้าก็ไม่มี ใช้พับเก็บไว้ในหีบวางไว้มุมห้อง แม้แต่เรือนเจ้านายสมัยก่อนก็เรียบง่ายแบบนั้น ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยเข้าวังกับท่านแม่บ่อย ๆ เมื่อตอนยังเป็นเด็ก ก็เห็นเจ้านายและบรรดาผู้คนที่ในวังก็ใช้ชีวิตแบบนั้น ซึ่งท่านก็เอามาเขียนบรรยายไว้ในนวนิยายของท่านเรื่องสี่แผ่นดิน

ต่อมาในยุคที่เจ้านายและคนไทยนิยมทำบ้านและใช้ชีวิตแบบฝรั่ง ก็เริ่มจะมีความฟุ่มเฟือยต่าง ๆ เข้ามามากขึ้น เพราะบ้านฝรั่งจะต้องมีอุปกรณ์กันหนาว พื้นก็ต้องมีพรมรวมถึงฝาหนัง ประตูหน้าต่างก็ต้องมีผ้าม่าน อาหารการกินก็ต้องมีช้อนซ่อน จานชามและแก้วหลาย ๆ ขนาด (น่าจะรวมถึงชีวิตแบบจีนที่เป็นเมืองหนาวเหมือนกัน ซึ่งเจ้าสัวจีนก็คงเอาแบบตามฝรั่งนั้นด้วย) ในตัวบ้านก็จะต้องมีหลาย ๆ ห้อง เพื่อกิจกรรมแต่ละอย่าง พร้อมกับจัดวางโต๊ะเก้าอี้และอุปกรณ์ตกแต่งต่าง ๆ ให้สวยงาม รวมถึงที่จะต้องมี “ตู้โชว์” จัดวางสิ่งของที่คิดว่าสวยงามหรือมีราคา เพื่อที่จะโอ้อวด “ความร่ำรวย” นั้นด้วย (คนไทยในระดับกลางก็เลียนแบบคนชั้นสูงนั้นด้วย เป็นต้นว่าทุกบ้านแม้จะยากจนเพียงใดก็ต้องมีตู้โชว์ ที่เป็นทั้งการวางโชว์สิ่งของกับวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งผู้เขียนได้เห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ หรือในชนบทแม้จะไม่ได้ร่ำรวยอะไร ทั้งตัวบ้านก็ยังกินนอนนั่งกับพื้น และมีห้องรวมตรงกลางเพียงห้องเดียว หลายบ้านก็ยังเอาข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่แสดงฐานะมาตั้งไว้ด้วย ไม่เฉพาะแต่วิทยุกับทีวี แต่ยังรวมถึงตู้เย็นและหม้อหุงข้าว หรือบางบ้านก็มีเครื่องซักผ้าอยู่มุมห้องนั้นด้วย - ฮา)

สำหรับเรือนไทยของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่บ้านสวนพลู อย่างที่เคยเล่าประวัติให้ทราบแล้วว่า แต่แรกท่านเจ้าของบ้านก็อยากสร้างแบบเรียบง่ายให้เป็นไทยแท้ ๆ เริ่มต้นก็ขุดบ่อน้ำและคูคลองขึ้นรองรับน้ำ เอาดินที่ขุดนั้นมาถมที่ให้สูง แล้วปลูกตัวเรือนกับต้นไม้และไม้ประดับต่าง ๆ ใช้เวลาอยู่ 2 - 3 ปีกว่าจะเข้าไปอยู่ แรก ๆ ก็คิดจะใช้เป็นที่อยู่เพื่อการพักผ่อน แบบที่คนสมัยต่อมาเรียกว่า “รีสอร์ต” และพยายามจะให้มีความเป็นไทยจริง ๆ จึงไม่ได้มีข้าวของเครื่องใช้และเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ อะไรมาก แต่ด้วยความที่ท่านมีเพื่อนฝูงและผู้คนไม่มาหาสู่มาก บ้านเรือนไทยในซอยสวนพลูนี้ต้องรับคนเหล่านั้นอยู่เสมอ จึงต้องมีข้าวของและเฟอร์นิเจอร์แบบที่คนอื่น ๆ คุ้นเคยนั้น ตั้งแต่โต๊ะเก้าอี้ จนถึงแอร์คอนดิชั่นและสุขภัณฑ์สมัยใหม่ ซึ่งท่านก็ให้ช่างทำขึ้นอย่างครบครัน ให้เข้ากันได้ดีกับเรือนไทยและชีวิตไทย ๆ นั้นด้วย

ที่บ้านเชียงใหม่ริมแม่น้ำปิงของท่าน ที่ได้เล่าไปเมื่อสัปดาห์ก่อน แม้จะเป็นบ้านฝรั่งคือเป็นสวิสชาเลต์ ก็ยังผสมผสานด้วยความเป็นไทยอยู่หลายอย่าง ที่เป็นไทยแบบล้านนาหรือชาวเมืองเหนือ คือนอกจากจะสร้างตัวเรือนหลักเป็นสวิสชาเลต์ได้อย่างสวยงามน่ารักแล้ว ท่านยังให้สร้าง “เรือนฝาขัดแตะ” ขึ้นไว้ข้าง ๆ อีกหลังหนึ่ง โดยสร้างเป็นเรือนแบบเรือนแถวชั้นเดียว มีโครงเป็นไม้สัก แต่ฝาเรือนใช้ไม่ไผ่สานเป็นแกนฉาบหุ้มด้วยปูนผสมสีฝุ่น ขนาด 3 ห้องนอนเรียงยาวไปด้านหนึ่ง ไว้ให้คนรับใช้และผู้ติดตามพักอาศัย อีกด้านหนึ่งเปิดโล่งเพื่อใช้เป็นโรงครัว พื้นเป็นซีเมนต์ขัดมัน ทำยกพื้นเป็นแคร่ไม้ขนาดกว้างยาวสัก 2 คูณ 3 เมตรขึ้นมุมหนึ่ง สำหรับนั่งสับโขลกและเตรียมเครื่องปรุงอาหาร โดยมีเตา ทั้งเตาแก๊สและเตาฟืน ตั้งอยู่ถัดไป ซึ่งบางทีพอทำกับข้าวเสร็จก็รับประทานอาหารกันที่นั่นเลย เพราะถัดไปก็เป็นสวนผัก ที่ปลูกพืชผักต่าง ๆ เขียวขจี สลับหมุนเวียน ทั้งผักไทย ผักฝรั่ง ไปตลอดทั้งปี อร่อยทั้งอาหารและอร่อยทั้งสายตานั่นเลยทีเดียว

อนึ่ง บ้านที่ริมแม่น้ำปิงในจังหวัดเชียงใหม่นี้ แต่เดิมท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ซื้อไว้ที่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ เรียกตำบลย่านนั้นว่าบ้านสันผีเสื้อ มีหน้าบ้านหันลงแม่น้ำและหันไปทางทิศตะวันตก ซึ่งสามารถมองเห็นดอยสุเทพที่อยู่ไกลออกไปพอประมาณนั้นได้เต็มตา แต่ท่านบอกว่า “ปลูกต้นไม้ดอกไม้คงไม่งาม” เพราะจะได้แดดแต่เฉพาะตอนบ่าย พอดีกับอดีตภรรยาของท่านคือ ม.ร.ว.พักตร์พริ้ง ทองใหญ่ มีที่ดินที่ซื้อไว้อีกฝั่งหนึ่งตรงตำบลป่าตัน ซึ่งอยู่ติดแม่น้ำเหมือนกันแต่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ที่จะทำให้ต้นไม้และดอกไม้ได้รับแดดดีตั้งแต่เช้า ท่านก็ขอแลก ซึ่งคุณหญิงพักตร์พริ้งก็ยินยอมด้วยดี (ได้ยินว่ามีการเพิ่มเงินเป็นรางวัลให้กับการยินยอมในครั้งนั้นเป็นจำนวนพอสมควรด้วย) ที่จริงที่บ้านตำบลป่าตันนี้ก็มองเห็นดอยสุเทพเช่นกัน แต่เป็นด้านที่อยู่ทางเข้าหลังบ้านซึ่งเป็นทางเข้าหลัก ทั้งนี้ไม่รู้ว่าจะเป็นเจตนาของท่านเจ้าของบ้านอะไรหรือไม่ เพราะท่านให้วางผังตัวบ้านด้านที่เป็นทางขึ้นหลักด้านถนนเข้าบ้านนั้น ให้มาบังไว้กับต้นลำไยต้นใหญ่ซึ่งปลูกไว้ในที่ดินมาแต่เดิม แต่ก็ให้มีระเบียงเล็ก ๆ ยื่นออกมาทางทิศนี้ด้วย ทว่าพอเดินออกมาที่ระเบียงก็โดนลำไยต้นใหญ่นั้นบังดอยสุเทพไว้เต็ม ๆ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เลยบ่น ๆ ในตอนที่ออกมายืนที่ระเบียงนี้เมื่อครั้งสร้างบ้านเสร็จใหม่ ๆ ว่า “เขาคงไม่อยากให้เรามองเห็นดอยสุเทพ ไม่งั้นก็ต้องยกมือถวายบังคมทุกวัน เพราะพระตำหนักภูพิงค์(ราชนิเวศน์)อยู่บนนั้น” (ฮา)

ย้อนกลับไปที่บ้านซอยสวนพลู ดังที่ได้เล่ามาว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์สร้างขึ้นเพื่ออยู่แบบไทย ๆ และชีวิตแบบไทย ๆ ก็คือชีวิตที่อยู่กับสายน้ำ ดังนั้นเมื่อน้ำท่วมที่บ้านสวนพลูซึ่งท่วมอยู่บ่อยครั้ง ท่านก็ไม่เคยบ่น และใช้ชีวิตไปตามปกติ ครั้งหนึ่งมีลูกศิษย์และญาติพี่น้องโทรศัพท์มาถามทุกข์สุขด้วยความเป็นห่วง ถึงขั้นที่เสนอจะหาข้าวปลาอาหารใส่เรือไปส่งให้ ท่านให้ผู้เขียนตอบไปว่า “ไม่ต้องห่วง นี่ก็ขนเครื่องครัวมาบนเรือน จะทอดเบคอนไข่ด่าว ตำน้ำพริก หรือต้มขาหมูก็ได้ เรือก็ไม่ต้องส่งมา ที่นี่(บ้านสวนพลู)มีพร้อม คนที่นี่พายเรือและว่ายน้ำแข็งทุกคน”

ชีวิตไทยนั้นเป็นชีวิตที่เปี่ยมสุข ซึ่งสามารถอยู่ได้กับทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง