คึกฤทธิ์ชีวิตไทย (50)

คึกฤทธิ์ชีวิตไทย (50)

ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล

ชีวิตไทยคือชีวิตที่อยู่ร่วมกันไปกับธรรมชาติ และความสุขนั้นก็คือความสุขที่เกิดพร้อมไปกับธรรมชาติ ที่จะต้องได้รับการดูแลให้ดี หรือคนกับธรรมชาตินั้นต้องมีความสุขไปด้วยกัน

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2528 ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้บอกให้ผู้เขียนพิมพ์จดหมายฉบับหนึ่งถึงเลขาธิการพรรคกิจสังคม เรื่องขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ผู้เขียนตกใจมาก แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ตีสีหน้าเฉย ๆ และบอกให้พิมพ์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พอพิมพ์เสร็จก็ให้พิมพ์ซองและปิดผนึกอย่างเรียบร้อย ก่อนที่จะให้คนขับรถพาผู้เขียนไปส่งจดหมายนั้นที่บ้านของเลขาธิการพรรคในซอยสุพรรณี บนถนนวิภาวดีรังสิต

ในจดหมายนั้นบอกเหตุผลแต่เพียงสั้น ๆ ว่า “ไม่สามารถที่จะนำพรรคให้ไปสู่เป้าหมาย และมีปัญหาสุขภาพ” ซึ่งสำหรับคนที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเมืองในสมัยนั้น อาจจะพอจำได้ว่าก่อนหน้านั้นมีการเลือกตั้งซ่อมที่เขตบางซื่อ พรรคกิจสังคมแพ้ รวมถึงมีปัญหาภายในพรรคที่มีการแย่งชิงตำแหน่งในรัฐบาล ขณะเดียวกันท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ไม่ใคร่แข็งแรง ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อย ๆ แต่สำหรับคนใกล้ชิดอย่างผู้เขียนและลูกศิษย์ลูกหาที่ไปมาหาสู่ท่านเป็นประจำนั้น จะทราบว่าไม่ใช่เหตุผลนั้นเลย เพราะความจริงเป็นด้วยท่าน “เหนื่อยหน่าย” คือ “เหนื่อย” กับชีวิตการเมืองนั้นอย่างที่สุด และ “หน่าย” ที่จะต้องทนกับชีวิตที่ไร้ความสุขในแบบนั้น

หลังจากลาออกจากหัวหน้าพรรคกิจสังคมแล้ว ท่านก็ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ “บ้านริมปิง” ที่เชียงใหม่ บ้านหลังนี้ปลูกมาตั้งแต่ปี 2423 มาขึ้นบ้านใหม่เอาในวันเกิดของท่าน 20 เมษายน 2524 บ้านหลังนี้เป็นสไตล์ “สวิสชาเลต์” (Swiss Chalet) คือบ้านพักผ่อนบนภูเขาแบบพื้นเมืองในสวิตเซอร์แลนด์ สร้างด้วยท่อนซุงและกระดานไม้หนา ๆ เพื่อกันหนาว มุงด้วยแผ่นไม้หรือฟางหญ้าให้แน่นหนาเพื่อรับน้ำหนักหิมะ แต่บ้านของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์สร้างด้วยกระดานไม้สักที่ใช้ในบ้านชาวบ้านทางภาคเหนือโดยทั่วไป หลังคาก็เป็น “แป้นเกล็ด” คือแผ่นไม้สักที่ใช้มุงหลังคาแบบพื้นเมืองนั้นเช่นกัน ที่จะเหมือนต้นแบบในสวิสนอกจากรูปทรงที่เป็นฝรั่งนั้นแล้ว ก็มีปล่องไฟไว้จุดให้อบอุ่นในเวลาหน้าหนาวอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า “จะได้เชย ๆ เหมือนคนอื่นเขา” (ฮา) เพราะเอาเข้าจริง ๆ ก็มีไว้โชว์มากกว่าป้องกันหนาวจริง ๆ

ที่บ้านเชียงใหม่นี้จะมี “ประเพณี” ที่สำคัญมาก ๆ อยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นประเพณีที่เจ้าของบ้าน “ยึดมั่น” ทำเป็นประจำมาตั้งแต่ที่มีบ้านบนดอยขุนตาน คือวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี จะเป็นวันที่ท่าน “มีนัดกับพระเจ้า” ต้องมาทำพิธีลงเม็ด “เพาะเมล็ด” ไม้ดอกและพืชผักเมืองหนาว โดยท่านจะสั่งเมล็ดพืชเหล่านั้นจากแคตตาล็อกของอังกฤษ ยี่ห้อ Yates ในราวปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งเมล็ดพืชจะถูกส่งมาทางไปรษณีย์อากาศคือเครื่องบินในสัปดาห์แรก ๆ ของเดือนกันยายน พอถึงปลายเดือนกันยายนนั้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็จะเดินทางไปที่บ้านริมปิง ให้คนสวนเตรียมดินและโรงเรือนเพาะชำให้เรียบร้อย พอถึงวันที่ 1 ตุลาคม หลังอาหารเช้า ท่านก็จะแกะซองหยิบเมล็ดดอกไม้และผักเมืองหนาวเหล่านั้นหยอดลงกระบะเพาะชำที่เตรียมไว้ ตามจำนวนและระยะห่างที่แนะนำไว้ข้างซอง ก่อนที่จะใช้บัวรดน้ำให้ชุ่มทุกกระบะ แล้วเอาฟางหรือแผ่นพรางแสงวางไว้แล้วแต่พืชชนิดใดจะต้องการแสงมากน้อย ก็เป็นอัน “เสร็จพิธี”

อีกสัก $7 – 10$ วัน ต้นอ่อนของพืชผักก็จะทยอยกันงอกออกมา ระหว่างนี้ก็ต้องดูแลเรื่องความชื้น เพราะอากาศมักจะแห้งในหน้าหนาว ต้องรดน้ำให้สม่ำเสมอเช้าและบ่าย พอสัปดาห์ที่ $3$ และ $4$ ก็จะทยอยปลูก เอาพืชแต่ละชนิดลงแปลงหรือกระถาง เพื่อที่จะได้ไปเติบโตออกดอกออกผลต่อไป การปลูกนี้ก็ถือว่าเป็น “พิธี” ที่สำคัญมากอีกเช่นกัน ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ชอบที่จะให้ทุกคนมีส่วนร่วม มีลูกศิษย์หลายคนมักจะขึ้นไปเชียงใหม่ในช่วงนี้ นอกจากไปเยี่ยมเยียนท่านอาจารย์ที่ท่านมักจะพาไปหาอะไรอร่อย ๆ รับประทานเสมอแล้ว ก็ยังจะได้ช่วยท่านปลูกต้นไม้ในช่วงนี้ด้วย แต่บางคนท่านก็ห้ามว่าไม่ต้องช่วยปลูก ให้คอยรับประทานก็พอ เพราะไม่ใช่พวก “Green Thumb” คือต้องคนที่ปลูกต้นไม้ได้งอกงามดี ที่เรียกว่า “นิ้วเขียว” นั้น ซึ่งผู้เขียนนับว่ามีบุญเพราะได้ช่วยทั้งปลูกและรับประทาน คือได้เป็น “คนนิ้วเขียว” อีกคนหนึ่งนั่นเอง

ประมาณหกโมงเช้าของทุกวัน ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะออกมานั่งที่ระเบียงหน้าห้องนอน ซึ่งอยู่ที่ชั้นบนของตัวบ้าน จากระเบียงนี้จะมองเห็นแปลงต้นไม้ทุกแปลงที่เรียงรายไปตามขอบสนามหญ้า แผ่กระจายลงไปที่ริมตลิ่งสู่ผืนดินชายฝั่งแม่น้ำ แบบที่เรียกว่า “ที่งอก” คือพอถึงหน้าหนาวน้ำในแม่น้ำจะงวดแห้งลง ก่อให้เกิดผืนดินเพิ่มขึ้น ซึ่งชาวบ้านจะใช้เป็นพื้นที่ร่วมกันและแบ่งกันทำแปลงปลูกพืชผักต่าง ๆ มาตั้งแต่โบร่ำโบราณ และท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ทำแบบเดียวกัน คือใช้ที่งอกเหล่านั้นแบ่งกับชาวบ้านมาปลูกพืชผักของท่าน

พอถึงประมาณต้นเดือนพฤศจิกายนผักหลายชนิดก็สามารถเก็บกินได้ พอถึงประมาณกลางเดือนพวกไม้ดอกก็จะทยอยออกดอก หน้าบ้านของท่านจะสวยงามมากในเวลานี้ เพราะหน้าบ้านของท่านที่หันลงสู่แม่น้ำปิงนั้นหันไปทางทิศตะวันออก ยามหน้าหนาวจะมีไอหมอกเป็นแผ่นบาง ๆ ลอยทาบอยู่เหนือลำน้ำ พอพระอาทิตย์ใกล้ขึ้นจะมีแสงสีเหลืองอ่อน ๆ แทงทะลุอยู่เป็นช่วง ๆ เหมือนมีเส้นทองพาดสายอยู่บนแม่น้ำ พอพระอาทิตย์ขึ้นพ้นมาอีกนิดก็จะมองเห็นพืชผักต่าง ๆ อยู่บนผืนดินที่งอกขึ้นมา ชาวบ้านออกมารดน้ำต้นไม้ของตน ส่วนที่หน้าบ้านของท่านก็จะมีทั้งผักและไม้ดอก ซึ่งพอถึงเวลาที่ออกดอกก็จะสวยงามแพรวพราวเต็มไปด้วยสีสันที่หลากหลาย เมื่อเดินไปชมใกล้ ๆ ก็จะได้กลิ่นบริสุทธิ์ของไอหมอก เมื่อเอามือไปสัมผัสก็จะได้รับความชุ่มชื่นจากน้ำค้างที่ยังระเหยไปไม่หมด เป็น “ชีวิตกับธรรมชาติ” ที่มีความสุขอย่างยิ่ง

ผักที่ลงเมล็ดตั้งแต่ 1 ตุลาคมและเก็บกินในเดือนพฤศจิกายนจะหมดเร็วหน่อย แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็จะให้คนสวนเพาะเมล็ดที่สำรองไว้แล้วปลูกอีกรอบ เพื่อให้ได้รับประทานในวันคริสต์มาสและฉลองปีใหม่ งานทั้งสองนี้เป็นงานเฉพาะญาติและคนใกล้ชิดเท่านั้น ท่านจะให้ตกแต่งบ้านด้วยต้นสนจริง ๆ ที่ไปซื้อยกกระถางมาทั้งต้น แล้วหาซื้ออุปกรณ์ตกแต่งมาจากห้างสรรพสินค้ามาตกแต่งให้สวยงาม สำหรับอาหารก็จะมีการตระเตรียมช่วยกัน อดีตภรรยาของท่านคือ ม.ร.ว. พักตร์พริ้ง ทองใหญ่ จะทำเค้กผลไม้ (Fruit Cake) บ้าง เค้กท่อนไม้ (Yule Log Cake) บ้าง มาร่วมทุกปี ส่วนท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะทำไก่อบน้ำผึ้งบ้าง (น่าจะแทนไก่งวงที่ทานกันในวันขอบคุณพระเจ้า แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์สงสารและไม่ทานไก่งวง ท่านบอกว่า “ตัวโตน่ากลัว” ฮา ๆ) ขาหมูแฮมย่างบ้าง เป็นจานหลักในวันคริสต์มาสนั้น ส่วนปีใหม่จะมีอาหารไทยเป็นหลัก ที่ทำรับประทานกันบ่อย ๆ ก็คือแกงเผ็ดเนื้อใส่วิสกี้ ทานกับขนมปังปิ้ง ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะลงมือทำเอง รวมถึงอาหารพื้นเมืองของทางเหนือ ที่ทำประจำก็คือแกงฮังเลหมูและแกงโฮะ ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ทำได้อร่อยมาก พวกอาหารที่ทำรับประทานในเทศกาลเหล่านี้มักจะทำไว้เป็นปริมาณมาก พอเสร็จงานเฉลิมฉลองแล้วก็ยังมีเก็บไว้ทานได้อีกหลายวัน รวมถึงที่แบ่งแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้านนั้นแล้วด้วย

ดอกไม้ที่บ้านริมปิงยังออกดอกไปเรื่อย ๆ จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ แต่พอย่างเข้าเดือนมีนาคมก็จะเริ่มแห้งโรย ก็จะเป็นเวลา “พักดิน” พรวนซากต้นไม้ถมทับลงไปในดินและตากให้แห้ง รอเวลาที่จะปลูกพืชอื่น ๆ สลับในเดือนพฤษภาคม ซึ่งก็จะเป็นพืชผักและไม้ดอกแบบไทย ๆ พอถึงกรกฎาคมและสิงหาคมก็ได้กินผักและชื่นชมดอกไม้เหล่านั้น จนโรยราไปและพักดินอีกทีในเดือนกันยายน เพื่อรอ “วันนัดกับพระเจ้า” อีกครั้งในวันที่ 1 ตุลาคม

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า “พระเจ้า” ของท่านก็คือ “ธรรมชาติ” ถ้าเราเคารพต่อธรรมชาติและปฏิบัติต่อธรรมชาติด้วยดี ก็คือเราเคารพต่อ “พระเจ้าของเรา” นั่นเอง