การเมืองไทย ในวันฝุ่นตลบ EP 4

การเมืองไทย ในวันฝุ่นตลบ EP 4

ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ

รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า

มาถึงบทวิเคราะห์พรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง EP สุดท้ายแล้วครับ วันนี้เรามาพูดถึงพรรคประชาชาติ และพรรคน้องใหม่ อย่าง พรรคไทยก้าวใหม่ กันครับ

เริ่มต้นจาก “พรรคประชาชาติ”

พรรคประชาชาติเป็นพรรคการเมืองที่เรียกได้ว่ามีฐานเสียงที่ชัดเจนมากๆพรรคหนึ่ง แน่นอนว่าคือกลุ่มพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่ภาคใต้ การเป็นพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงชัดเจนเป็นพื้นที่ และมีสส.เดิมอยู่ เป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคประชาชาติ “ปลอดภัย” ในระดับหนึ่ง เพราะจะไม่ได้รับผลกระทบจากกระแสที่เหวี่ยงไปมามากนัก ขอแค่สส.เดิมรักษาพื้นที่ไว้ได้ ได้ใจประชาชน และยังคงเอกลักษณ์ของพรรคในลักษณะเช่นนี้อยู่ ก็คาดว่าจะยังคงได้คะแนนเสียงจากฐานเสียงเดิมอยู่ อาจจะไม่ได้เติบโตขยายใหญ่ขึ้น แต่ก็ไม่น่าจะเล็กลงเช่นกัน คาดว่าจะยังคงเป็นพรรคที่มีสส. และมีโอกาสเจรจาตำแหน่งรัฐมนตรีได้อยู่

สิ่งสำคัญคือการรักษาอัตลักษณ์ของตนเองไว้ ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไปว่าในอนาคตการเลือกตั้งครั้งนี้ หัวใจสำคัญของอาจารย์วันนอร์ จะยังคงลุยงานการเมืองอยู่หรือไม่ หรือจะพักเนื่องด้วยอายุที่มากขึ้น หากท่านตัดสินใจลาจากการเมือง ก็ต้องดูกันต่อไปว่าพรรคจะมีการปรับทิศทางหรือไม่อย่างไร แต่ส่วนตัวคิดว่าคงไม่ เพราะจุดที่ยืนอยู่นี้ค่อนข้างมั่นคงและปลอดภัยดี

ต่อมาคือพรรคน้องใหม่อย่าง “พรรคไทยก้าวใหม่”

พรรคไทยก้าวใหม่ ถือได้ว่าเป็นพรรคใหม่ที่เปิดตัวออกมาและได้รับความสนใจพอสมควร อาจเป็นด้วยหลายปัจจัย เช่น ยังไม่มีพรรคใหม่เปิดตัวแข่ง รวมถึงการแยกตัวออกจากประชาธิปัตย์ โดยมีดร.เอ้มาเป็นหัวหน้า พร้อมด้วยทีมงานคุณหญิงกัลยา รวมถึง Position ที่ดูออกจากดาวอังคารว่าต้องการเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมคนรุ่นใหม่ เพื่อเข้ามายึดพื้นที่ตรงกลางระหว่างพรรคประชาชนและพรรคอนุรักษ์นิยมอื่นๆ

ด้วยชื่อของผู้บริหารอย่างคุณหญิงกัลยา และดร.เอ้ จึงยากที่สื่อจะไม่ให้ความสนใจ แต่ในขณะเดียวกันพรรคไทยก้าวใหม่ก็คงจะหนีไม่พ้นบททดสอบของพรรคใหม่อย่างแน่นอนที่สุด

บททดสอบเหล่านั้นคืออะไรบ้าง?

แน่นอนที่สุด คืออนาคตที่ยังคาดเดาไม่ได้ ด้วยยังไม่เคยมีภาพของความสำเร็จในอดีต ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อแหล่งเงินทุน การบริจาค รวมถึงปัจจัยเรื่องคน ที่โดยธรรมชาติของการเมืองไทย ที่คนส่วนใหญ่ทั้งคนทำพรรค voter รวมไปถึงนายทุน ที่มักไม่ชอบเล่นบทบาท “คนสร้างพรรค” เท่าไรนัก แต่มักอยากเข้ามาแบบ “ชัวร์” ว่าจะมีสส.หรือมีตำแหน่งแห่งหน นี่จึงอาจเป็นความท้าทายในการหาคนมาเดินร่วมทางพอสมควร โดยเฉพาะถ้าอยากได้คนเก่งๆ มีความสามารถที่พรรคใหญ่ๆพร้อมจะประเคนตำแหน่งให้เพื่อดึงตัวมาร่วมงาน

ซึ่งพรรคใหม่ จะขาดมนต์ขลังในการชักชวนแบบนี้

นอกจากนี้ บททดสอบใหญ่ที่อาจจะต้องเจอ คงหนีไม่พ้นเรื่องของการไม่มีฐานเสียง และสส.เจ้าของพื้นที่เดิม ที่ส่วนตัวผมมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญมากๆสำหรับการเลือกตั้งภายใต้กติกาเช่นนี้ การเป็นพรรคใหม่จึงมีข้อเสียเปรียบอยู่ไม่น้อย

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ทิศทางของพรรค โดยเฉพาะอัตลักษณ์และสิ่งที่ต้องการผลักดัน พูดง่ายๆก็คือ “ของที่จะขาย” ให้ประชาชนไปเลือกซื้อด้วยบัตรเลือกตั้ง

การเป็นพรรคใหม่แล้วตั้งเป้าว่าจะส่งสส.ครบทุกเขต โดยต้องการผลักดันอัตลักษณ์เป็นพรรคที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นหลัก นับว่าเป็นแนวทางเดินที่ค่อนข้างเสี่ยงและเหนื่อย จึงจำเป็นต้องอาศัยการสร้างสมดุล และการทุ่มเทอย่างมาก

สาเหตุที่บอกเช่นนี้ เพราะด้านการศึกษา แม้จะเป็นด้านที่ดีและควรอย่างยิ่งที่พรรคการเมืองจะให้ความสำคัญ หากแต่ในสนามการเมืองจริง การศึกษากลับกลายเป็นหัวข้อที่ขายยาก เพราะถ้าพูดกันแบบตรงไปตรงมา ก็ต้องบอกว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ ก็ยังคงให้ความสำคัญกับปากท้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของ Quick win จึงทำให้นโยบายส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองหนีไม่พ้นว่า วาทกรรมว่า “จะให้อะไร” และ “เท่าไร” ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มักจะพร้อมใจกันเฮ และลงคะแนนให้แบบไม่ค่อยคิดมาก

ซึ่งโดยส่วนตัวของผู้เขียนเองก็ไม่เห็นด้วย เพราะนโยบายแบบนี้ ทำให้ Voters เคยตัว และไม่ได้ใส่ใจในการศึกษานโยบายเชิงลึก และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำร้ายการพัฒนาประชาธิปไตยไม่น้อย

ประเด็นที่ต้องทำการบ้านกันอย่างหนักของพรรคไทยก้าวใหม่ คือ จะทำอย่างไรให้มันขายได้ ทำอย่างไรให้การศึกษาเซ็กซี่พอ รวมถึงเมื่อใกล้เวลา หนีไม่พ้นจะโดนไมค์จ่อปากเรื่องอื่นๆ หรือเมื่อต้องขึ้นเวทีดีเบต การจะขายนโยบายอื่นๆควบคู่ไปด้วย จะทำอย่างไรไม่ให้เสียอัตลักษณ์ของตัวเอง เพราะเมื่อเปลี่ยนเรื่องพูดคนฟังก็มักจะสับสนได้โดยง่าย และนี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำไมพรรคการเมืองส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีอัตลักษณ์เชิงนโยบาย เพราะต้องเผื่อพื้นที่ให้กลับตัวเมื่อเรื่องที่ขายอยู่มัน “ไม่เวิร์ค” นั่นเอง

การมีอัตลักษณ์เป็นของตัวเองเป็นสิ่งดี แต่จะทำอย่างไรให้สร้างอัตลักษณ์ได้โดยยังคงได้มาซึ่งคะแนนเสียง นี่คือโจทย์ยาก โดยเฉพาะถ้าอัตลักษณ์ดันกลายเป็น Niche market ไม่ใช่ Mass

เพราะสุดท้าย ชัยชนะในการเลือกตั้ง ก็ยังคงเป็นเชิง “ปริมาณ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เอาใจช่วยทุกพรรคครับ ตราบใดที่ยังยึดเอาประชาชนเป็นสำคัญ

เอวัง