เด็กเกิดน้อยไม่ใช่แค่ตัวเลข สะท้อนสังคมไทย กำลังขาดคนดูแลอนาคต

เด็กเกิดน้อยไม่ใช่แค่ตัวเลข  สะท้อนสังคมไทย กำลังขาดคนดูแลอนาคต



เมื่อการมีลูกไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ

ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตเด็กเกิดน้อย” อย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางประชากรศาสตร์ที่ลดลง แต่เป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านสู่ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” ที่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ แรงงาน และคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ

นับถอยหลังสู่สังคมสูงวัย 20% จากข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ปี 2566 มีเด็กเกิดใหม่เพียงราว 4.5 แสนคน ต่ำที่สุดในรอบกว่า 70 ปี ขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยตั้งแต่ปี 2548 และกำลังเดินหน้าสู่ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” ซึ่งหมายถึงประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป ประเทศจะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง และต้องเผชิญภาระด้านสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

แรงงานหาย เศรษฐกิจสั่นคลอน รายงานของวิทยาลัยประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คาดว่า ภายใน 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจสูญเสียแรงงานกว่า 7 ล้านคน โดยเฉพาะในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นฐานหลักของเศรษฐกิจไทย ในขณะที่แรงงานลดลง แต่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาระงบประมาณด้านสวัสดิการและบำนาญของภาครัฐจะพุ่งสูงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

การขยายอายุเกษียณและการจ้างงานผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลัง จึงไม่ใช่เพียงการเปิดโอกาสให้คนสูงอายุทำงานต่อ แต่ยังเป็น “สัญญาณเตือน” ว่าประเทศกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานรุ่นใหม่อย่างจริงจัง

ลูกไม่ใช่ภาระ แต่คือ “ราคาที่จ่ายไม่ไหว” คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้ “ไม่อยากมีลูก” แต่ “ไม่พร้อมจะมี” ต่างจากอดีตที่การแต่งงานและมีลูกเป็นเรื่องปกติ ปัจจุบันการมีลูกกลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจที่คนวัยทำงานจำนวนมากรู้สึกว่า “จ่ายไม่ไหว” ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่แน่นอน และสวัสดิการไม่ครอบคลุม คือปัจจัยหลักที่ทำให้การตัดสินใจมีลูกยากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนต้องแบกรับภาระดูแลพ่อแม่สูงวัย ขณะที่ยังไม่มีหลักประกันชีวิตที่มั่นคงเพียงพอ

นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ว่า ไทยอาจได้รับผลกระทบหนักกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เพราะรายได้เฉลี่ยของคนไทยยังอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำ ขณะที่ระบบสวัสดิการสังคมยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในเรื่อง “การเลี้ยงดูเด็กเล็ก” ซึ่งยังขาดแคลนศูนย์คุณภาพดีและราคาที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้

เหลื่อมล้ำและคุณภาพชีวิต ปมลึกของปัญหา ซึ่งปัญหา “เด็กเกิดน้อย” ไม่ได้สะท้อนเพียงค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป แต่ยังเชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตโดยตรง ครอบครัวที่มีรายได้สูงยังสามารถมีลูกและเลี้ยงดูได้อย่างมีคุณภาพ แต่ครอบครัวรายได้ปานกลางถึงต่ำกลับรู้สึกว่า “การมีลูกคือความเสี่ยง”

ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรมองว่า การแก้ปัญหานี้จำเป็นต้องมองให้ลึกถึง “โครงสร้างสังคม” ที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกไม่มั่นคง ทั้งเรื่องค่าครองชีพ การเข้าถึงบริการสุขภาพ การศึกษาที่มีคุณภาพ และหลักประกันรายได้ในยามวิกฤติ
ต้องแก้ที่ “โครงสร้าง” ไม่ใช่แค่ “จำนวน”

ที่ผ่านมา รัฐบาลหลายชุดพยายามออกมาตรการกระตุ้นการมีบุตร เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด หรือสิทธิ์ลาคลอดที่เพิ่มขึ้น แต่ผลลัพธ์กลับยังไม่เพียงพอ เพราะปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ “แรงจูงใจชั่วคราว” แต่อยู่ที่ “ความมั่นคงระยะยาวของชีวิต” นักวิชาการต่างเสนอแนะรัฐควรเดินหน้า ปฏิรูประบบสวัสดิการพื้นฐานให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการดูแลเด็กเล็ก การศึกษา และการคุ้มครองแรงงาน รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้คนรุ่นใหม่ว่า “พวกเขามีอนาคตที่มั่นคงพอจะสร้างครอบครัว”

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของโครงสร้างประชากร หากไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง เศรษฐกิจอาจชะลอตัว ขณะที่ภาระสวัสดิการและบำนาญจะทวีความรุนแรงในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า การลงทุนใน “คนรุ่นใหม่” คือคำตอบที่ยั่งยืนที่สุด เพราะการทำให้คนวัยทำงานรู้สึกมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี คือจุดเริ่มต้นของการสร้าง “อนาคตร่วมกัน” ที่ยั่งยืนของประเทศ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, วิทยาลัยประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแหล่งข้อมูลทางวิชาการด้านประชากรศาสตร์