“ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” กำลังเล่นเกมการเมืองผิดหรือไม่?
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าประเด็นร้อน ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่เช่นสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ ก็คือ การก้าวเข้าสู่วิกฤติที่มีผลทำให้คนอเมริกันต้องประสบกับปัญหาความ อดอยากขาดแคลนอาหาร และข้าวของที่ใช้ทั้งอุปโภคบริโภค สืบเนื่องมาจากการเล่นเกมการเมืองของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” นั่นเอง
การ ชัตดาวน์ ของรัฐบาลกลางในสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2025 ขณะนี้ยืดเยื้อเป็นเวลาเดือนกว่า ๆ เข้าไปแล้ว โดยนักการเมืองของสองพรรคยักษ์ใหญ่มีความคิดเห็นในการจัดสรรงบประมาณขัดแย้งไม่ตรงกัน มีผลทำให้ต้องปิดหน่วยงานของรัฐบาลหลาย ๆ แห่ง จนส่งผลกระทบไปในวงกว้าง!
และการที่พนักงานรัฐบาลกลางกว่า 750,000 คน ต้องถูกลอยแพทำงานแบบยังไม่ได้รับค่าตอบแทน ก็มีผลทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลกลางต้องพบกับความวุ่นวายด้วยเช่นกัน
โดยผู้ที่ต้องประสบกับปัญหาอย่างหนักหน่วงในการที่รัฐบาลกลางเกิดอาการสะดุดหยุดชะงักอย่างรุนแรงในขณะนี้ก็คือ ผู้ที่มีรายได้ต่ำ โดยรัฐมนตรีเกษตรที่อาจจะกำลังเล่นเกมการเมืองออกมาอ้างว่า ขณะนี้รัฐบาลกลางกำลังขาดงบประมาณ และไม่สามารถปล่อยเงินใน โครงการช่วยเหลือทางด้านอาหาร ให้แก่ผู้ยากไร้กว่า 42 ล้านคน ได้ในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม นักการเมืองของ พรรคเดโมแครต อดรนทนไม่ไหวที่เห็นชาวบ้านผู้ยากไร้ต้องประสบกับปัญหาอดอยาก พวกเขาจึงออกโรงมาร่วมผนึกพลังกับผู้นำของรัฐต่าง ๆ 25 รัฐ ฟ้องร้องรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยพวกเขาออกมากล่าวอ้างว่า “เรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้เป็นภาระผูกพันตามกฎหมาย”
และเมื่อวันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2025 นี้ ผู้พิพากษารัฐบาลกลางของ รัฐโรดไอแลนด์ และของ รัฐแมสซาชูเซตส์ ได้ตัดสินให้รัฐบาลต้องจ่ายงบประมาณสำหรับโครงการอาหารนี้ต่อไป
โครงการช่วยเหลืออาหาร SNAP
อันที่จริงโปรแกรมช่วยเหลือด้านอาหาร “Food Stamps” หรือ “Supplemental Nutrition Assistance Program” หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “SNAP” ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งใจจะช่วยให้ผู้ที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงอาหารการกิน
โครงการนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1939 ในยุคสมัยของ “อดีตประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลท์” ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงที่สหรัฐฯ เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
ต่อมาในปี ค.ศ. 1968 “ประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน” เข้าไปสานต่อโครงการนี้ โดยให้ความร่วมมือกับสภาคองเกรสออกกฎหมาย เพื่อใช้เป็นหลักประกันว่า “ชาวอเมริกันจะมีอาหารเพียงพอต่อความต้องการ และเพื่อกำจัดความยากจนให้หมดไป”
และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาติดต่อกันเป็นเวลา 57 ปี สภาคองเกรสได้จัดสรรงบประมาณให้กับผู้มีรายได้ต่ำ โดยสภาคองเกรสกำหนดว่า “ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 14,650 เหรียญต่อปี ถือว่าเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำ มีฐานะยากจน และหากครอบครัวใดมีรายได้รวมกันแล้วต่ำกว่า 32,150 ดอลลาร์ต่อปี ก็ถือว่ามีรายได้ต่ำด้วยเช่นกัน”
และในขณะนี้มีชาวอเมริกันกว่า 12% และมีถึง 39% ที่ยังเป็นเด็ก ๆ เยาวชนที่ต่างต้องพึ่งพาโครงการช่วยเหลือทางด้านอาหารจากรัฐบาล!
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะถูกผู้พิพากษาถึง 2 ท่าน พิพากษาตัดสินขีดเส้นตายให้เขาแจกจ่ายฟู้ดแสตมป์ช่วยเหลือด้านอาหารการกินให้แก่คนอเมริกันผู้ยากไร้ต่อไปเหมือนเดิมภายในวันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2025 นี้
และถึงแม้ว่า “รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์” ออกมาแก้ตัวกล่าวไปอย่างน้ำขุ่น ๆ แบบไม่เห็นแก่ประชาชนตาฟ้า ๆ เขียว ๆ และตาดำ ๆ ว่า “ทำเนียบขาวไม่สามารถช่วยอะไรได้” แต่ดูเหมือนดั่งว่ารัฐบาลนี้มิได้ประสานงานปรึกษาหารือกันหรืออย่างไร เพราะเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2025 ที่เพิ่งผ่านมานี้ “รัฐมนตรีคลังสก๊อตต์ เบสเสนท์” ออกไปปรากฏตัวให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า โครงการฟู้ดแสตมป์ที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านอาหารอาจจะเริ่มแจกจ่ายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2025 นี้
จุดยืนของศาลและนักการเมือง
และภายในวันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2025 นี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ที่กำลังเผชิญกับเส้นตายที่จะต้องแจ้งให้ผู้พิพากษาศาลกลางทั้งสองท่านได้รับทราบว่า รัฐบาลของเขาจะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือไม่?
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมานี้ “หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์” รายงานข่าวในทำนองที่ว่า “อันที่จริงแล้วรัฐบาลสหรัฐฯ มีงบประมาณหลายพันล้านเหรียญที่สามารถจะทำการแจกจ่ายช่วยเหลือให้แก่ชาวอเมริกัน 42 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด 340 ล้านคน” โดยหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ยังอธิบายต่อไปอีกว่า “การที่รัฐบาลไม่แจกจ่ายเงินช่วยเหลือ เป็นเพราะประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการจะเล่นเกมการเมือง” (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ “Food Stamp Cuts Expose Trump’s Strategy to Use Shutdown to Advance Agenda” November 2, 2025)
ทั้งนี้จากการหยั่งเสียงครั้งล่าสุดของ “สถานีโทรทัศน์ช่องเอ็นบีซี” เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2025 นี้ ปรากฏออกมาว่า คนอเมริกันถึง 52% กล่าวตำหนิการทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์และนักการเมืองในค่ายพรรครีพับลิกัน เกี่ยวกับการเกิดวิกฤติชัตดาวน์ แต่ก็มีคนอเมริกัน 42% กล่าวตำหนินักการเมืองค่ายพรรคเดโมแครต
ส่วนการเจรจาในวุฒิสภาระหว่างนักการเมืองของค่ายพรรค รีพับลิกัน และนักการเมืองของพรรค เดโมแครต ปรากฏออกมาว่าพรรคเดโมแครตยังคงยืนกรานอย่างแน่วแน่ว่า “จะไม่สนับสนุนให้มีการยกเลิกการชัตดาวน์ หากว่าพรรครีพับลิกันไม่ยอมต่อโปรแกรมสวัสดิการด้านสุขภาพ (Affordable Care Act)” ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นหัวใจหลักและเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของค่ายพรรคเดโมแครต
อนึ่ง ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 2009 โครงการสวัสดิการด้านสุขภาพเคยผ่านการรับรองจากสภาผู้แทนฯ ไปแล้วด้วยมติ 416 ต่อ 0 และเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2009 ก็เคยผ่านวุฒิสภาไปแล้วเช่นกันด้วยมติ 60 ต่อ 39 โดยครั้งครานั้น “อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา” ได้จรดปากกาเซ็นต์ออกมาเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2010
จากการหยั่งเสียงของ “มูลนิธิ Kaiser Family Foundation” โดย “โรงพยาบาลไกเซอร์ เพอร์มาเนนเต้” ยักษ์ใหญ่ด้านการแพทย์ได้รายงานออกมาว่า “โปรแกรมสวัสดิการสุขภาพได้รับความนิยมจากชาวอเมริกันอย่างท่วมท้น ที่มีฐานเสียงของพรรคเดโมแครตชื่นชอบถึง 91% และฐานเสียงจากพรรครีพับลิกัน 63% รวมไปถึงบรรดาผู้ที่ไม่สังกัดพรรคใดเลยถึง 80%”
ที่ผ่าน ๆ มาจะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่นิยมชมชอบอะไรก็ตามที่เป็นผลงานของประธานาธิบดีบารัก โอบามา และแน่นอนว่าเขาพยายามที่จะดิสเครดิตต่อต้านต่อผลงานทุก ๆ ชิ้นของพรรคเดโมแครต
โดยที่ผ่านมาไม่กี่วันมานี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เขียนโพสต์ข้อความในโลกโซเชียลบนสื่อ “X” ที่เขาเป็นเจ้าของว่า รัฐบาลจะไม่เปิดทำการตราบใดก็ตามที่พรรคเดโมแครตไม่ยินยอมทำเรื่องราวทั้งหมดตามที่เขาต้องการ!
กล่าวโดยสรุป ทั้งนี้และทั้งนั้น ประเด็นร้อน ๆ ในการชัตดาวน์ จนมีผลทำให้ชาวอเมริกันต้องได้รับความเดือดร้อนและได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของปากท้องอาหารสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำ และท้ายที่สุดเมื่อวันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน นี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมจ่ายเพียง 50% โดยเขาถูกโจมตีหนักจากค่ายพรรคเดโมแครต อีกทั้งโปรแกรมสวัสดิการด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สำคัญที่ช่วยเหลือเป็นอย่างมากให้แก่คนอเมริกันได้เข้าถึงการรักษาพยาบาล แต่โครงการนี้ดันไปขัดกับความรู้สึกส่วนตัวของเขา ที่เขารู้สึกเหม็นทุก ๆ อย่างที่เป็นผลงานของพรรคเดโมแครต และจากการหยั่งเสียงครั้งล่าสุดของ “สถานีโทรทัศน์ช่องเอบีซี” ที่ทำร่วมกับ “หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์” ได้เปิดเผยออกมาว่า ชาวอเมริกันถึงสองในสามคนต่างคิดกันว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังนำพาประเทศไปแบบเพี้ยน ๆ ผิดทิศ ผิดทางละครับ