ไทยผนึกอินเดีย เปิดเวที Longevity Economic Forum 2026 ดันเศรษฐกิจอายุยืนแตะ 3 ล้านล้าน

ธุรกิจ6 ก.ย. 2569 • 18:24 น.
ไทยผนึกอินเดีย เปิดเวที Longevity Economic Forum 2026 ดันเศรษฐกิจอายุยืนแตะ 3 ล้านล้าน

ไทยพร้อมก้าวสู่การเป็น "ศูนย์กลาง Longevity เปิดเวทีประวัติศาสตร์ “Longevity Economic Forum 2026” บูรณาการภูมิปัญญาไทย-อินเดีย ผนึกกำลังทุกภาคส่วน  พลิกโฉมประเทศด้วยมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 3 ล้านล้านบาท

ท่ามกลางวิกฤตระบบสาธารณสุขทั่วโลกที่ต้องแบกรับภาระจากโครงสร้างสังคมสูงวัย ประเทศไทยก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ล่าสุด สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเวที “LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026” พร้อมร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ รัฐบาลอินเดีย โดยกระทรวงอายุรเวท โยคะ และการแพทย์ทางเลือก (AYUSH) มุ่งผสานศาสตร์อายุรเวทและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy) อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ระบบเกษตรอาหารปลอดภัย ไปจนถึงเทคโนโลยี Wellness เตรียมพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้าง New S-Curve สู่ระบบเศรษฐกิจใหม่

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Asian Wisdom: Thailand’s New S-Curve” โดยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตงบประมาณด้านสุขภาพระดับโลกที่เกิดจากการพึ่งพา "การรักษาเมื่อป่วย" (Sick Care) ทางออกที่ยั่งยืนคือการมุ่งสู่การแพทย์เพื่อการมีอายุยืน

"ตลาด Wellness โลกมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 25 ด้วยมูลค่าราว 1.4 ล้านล้านบาท เรามีศักยภาพที่จะก้าวสู่ Top 10 ของโลกได้ไม่ยากด้วยทุนทางวัฒนธรรม ทั้งสมุนไพรไทย นวดแผนไทย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หากภาครัฐเร่งยกระดับหน่วยงานด้านการแพทย์แผนดั้งเดิมให้เทียบเท่าระดับกระทรวงควบคู่กับการจับมือกับประเทศแกนนำในเอเชีย จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ที่กระจายรายได้ และดันมูลค่าเศรษฐกิจไทยให้แตะ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับงบประมาณแผ่นดินได้" นายอลงกรณ์ เน้นย้ำ

S  71991437

ด้าน นาย Prataprao Jadhav รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอายุรเวท โยคะ และการแพทย์ทางเลือก (กระทรวง AYUSH) รัฐบาลอินเดีย ระบุว่า อินเดียและไทยมีสายสัมพันธ์ทางอารยธรรมที่ลึกซึ้งซึ่งสืบทอดผ่านภูมิปัญญาด้านการบำบัดรักษามาหลายศตวรรษ ความร่วมมือระหว่างศาสตร์อายุรเวทของการแพทย์แผนอินเดียและการแพทย์แผนไทย นับเป็นโอกาสสำคัญในการผสานภูมิปัญญาที่ผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนานเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่มวลมนุษยชาติ

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวเสริมว่า การนำภูมิปัญญาที่มีอยู่ตามชุมชนและวัดต่างๆ มาบูรณาการร่วมกับศาสตร์ของอินเดีย และใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์จากสถาบันการศึกษาเข้าไปรับรอง จะช่วยสร้างความมั่นใจในการดูแลสุขภาพทางเลือก

“เราไม่ต้องการให้ผู้สูงวัยมีอายุที่ยืนยาวแต่ไร้คุณภาพชีวิต หรือต้องพึ่งพายาเคมีราคาแพง หากเรานำองค์ความรู้เหล่านี้มาพัฒนาร่วมกัน จะช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุข และเป็นต้นแบบในการดูแลประชากรสูงวัยได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เผยว่า กรมฯ ได้ผลักดันแคมเปญ Thai Food Good Health เพื่อเปลี่ยนอาหารไทยให้เป็นยา โดยเตรียมจัดประกวดมาตรฐานร้านอาหารสุขภาพสไตล์ "มิชลินสตาร์" รวมถึงเดินหน้าโครงการ Wellness Community ยกระดับสถานประกอบการและชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ

ในมิติของการขับเคลื่อนทางธุรกิจ และในฐานะผู้ขับเคลื่อนเชื่อมโยงให้เกิดเวที“LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026”  นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธาน บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด ขยายภาพความพร้อมของเอกชนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและต้นทุนทางธรรมชาติที่สูงมากในการก้าวเป็น "Blue Zone" ของโลก การบูรณาการศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมเข้ากับการแพทย์สมัยใหม่ จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตอาหารที่ปลอดภัยในภาคการเกษตร การแปรรูป ไปจนถึงงานบริการสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิง Wellness และการสร้างสถานที่บำบัดฟื้นฟูระดับโลกที่จะดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก" ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการโครงการ  GROW LONGEVITY ECOVILLAGE ในพื้นที่เขาใหญ่ เพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่ของสังคม ซึ่งพบว่า ในพื้นที่ที่อากาศดี อารมณ์ดี อาหารดี น้ำดี ชุมชนดี คนก็จะมีความสุขและมีชีวิตที่ยืนยาว อย่างแท้จริง ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบในเรื่องนี้  LONGEVITY จึงเป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย นายชยดิฐ กล่าว

S  71991438

สอดคล้องกับ นางภัททดา สามัคคี กรรมการ บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานระดับ 'ต้นน้ำ' ว่า ความสำเร็จของ Longevity Economy จะมองเพียงปลายทางของการมีอายุยืนยาวไม่ได้ แต่ต้องเจาะลึกไปถึงรากฐานสำคัญคือ ระบบเกษตรกรรมและอาหารที่ปลอดภัย

"เราต้องการถอดรหัสการมีสุขภาพดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น หากต้นน้ำของเราคืออาหารที่ปราศจากสารเคมี เป็นผลผลิตที่เติบโตจากวิถีเกษตรที่ยั่งยืน และทำหน้าที่เป็น 'อาหารเป็นยา' ได้อย่างแท้จริง เมื่อผู้คนบริโภคของดี มีสุขภาพที่แข็งแรงและพึ่งพาตัวเองได้ ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของประเทศลงได้อย่างมหาศาล นี่คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอายุยืน"

นางภัททดากล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากฐานการผลิตอาหารที่แข็งแกร่งและวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพที่ฝังรากลึก หากเรานำสิ่งเหล่านี้มาบูรณาการและต่อยอดอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ฟาร์มเกษตรกรไปจนถึงอุตสาหกรรม Wellness เราจะสามารถสร้าง "เศรษฐกิจใหม่" (New Economy) ที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสุขภาวะที่ดีของคนไทย

S  82239708

ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ “Thailand–India Wisdom for Healthy Longevity” พร้อม 6 เวทีเสวนาเจาะลึกโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่นวัตกรรมระดับปฐมภูมิ อาหารปลอดภัย ไปจนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยฟอรัมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงภาคการเกษตร สาธารณสุข และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ