กลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียลงัดโซลูชั่นประกัน ใช้ดิจิทัล-AI ตอบโจทย์ตลาด ดันกำไรธุรกิจใหม่พุ่ง
บอย อินชัวร์
กลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล นับเป็นอีกหนึ่งบริษัทประกันชีวิตยักษ์ใหญ่ชั้นนำต่างประเทศที่โชว์ความสำเร็จด้านผลดำเนินงาน ภายหลังแถลงผลงานเติบโตมีคุณภาพต่อเนื่องตลอดทั้ง 4 ไตรมาสของปีที่แล้วครอบคลุมทุกตลาด และทุกช่องทางการจำหน่าย โดยตอกย้ำความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา โดยเฉพาะผลกำไรจากธุรกิจใหม่ด้วยวิธีการคำนวณแบบ “Traditional Embedded Value” (TEV) เติบโตเพิ่มขึ้น 12% อยู่ที่ 2,782 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตรากำไรธุรกิจใหม่ (New Business Margin) ที่เพิ่มขึ้น 2 จุดเปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 42%

ในที่สุดผ่านพ้นครึ่งปีหรือสองไตรมาสของปี 2569 หรือปีนี้ไปหมาดๆ ผลลัพธ์ปรากฎว่า กลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล ได้ออกมาเผยผลการดำเนินงานครึ่งปีสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมาแล้ว สะท้อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งในเอเชียและแอฟริกา ด้วยการบริหารงานอย่างมีวินัย และความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้น พร้อมเดินหน้าลงทุนสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยหากคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่)มีการเติบโตที่แสดงตัวชี้วัดสำคัญดังนี้

โดยครึ่งปีแรกของปีนี้ไปได้สวยทีเดียว โดยได้โชว์ตัวเลขผลกำไรจากธุรกิจใหม่ด้วยวิธีการคำนวณแบบ TEV เติบโตเพิ่มขึ้น 8% อยู่ที่ 1,384 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตรากำไรธุรกิจใหม่ที่เพิ่มขึ้น 2 จุดเปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 40% ขณะที่กระแสเงินสดส่วนเกินจากธุรกิจประกันชีวิตที่ยังมีผลบังคับ และธุรกิจการจัดการสินทรัพย์ (Gross OFSG) เพิ่มขึ้น 15% อยู่ที่ 1,791 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หากดูในแง่กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้วหลังจากหักภาษี (Adjusted operating profit after tax) เพิ่มขึ้น 10 % เป็น 1,523 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่หากคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่คำนวณจากกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว เพิ่มขึ้น 17% อยู่ที่ 58.4 เซนต์ต่อหุ้น
ในขณะเดียวกันถ้ามองในมุมของมูลค่าของกิจการ ตามวิธีการคำนวณแบบ TEV ก็เติบโตอย่างแข็งแกร่ง อยู่ที่ 39,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับ 37,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 หรือคิดเป็น 1,557 เซนต์ต่อหุ้น
ทั้งนี้การเติบโตในช่วงครึ่งปีแรกของพรูเด็นเชียล ได้รับแรงสนับสนุนจากการดำเนินงานผ่านช่องทางตัวแทนและแบงก์แอสชัวรันส์ ตลอดจนธุรกิจสุขภาพและการยกระดับการให้บริการลูกค้า โดยช่องทาง แบงก์แอสชัวรันส์ ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเติบโต ขณะที่ช่องทางตัวแทนปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนด้านดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI ช่วยให้พรูเด็นเชียลเข้าใจและดูแลลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น สำหรับตลาดอื่นๆในภูมิภาคอาเซียนมีผลกำไรธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 13% สะท้อนโอกาสการเติบโตของพรูเด็นเชียลในภูมิภาคนี้
อักทั้งที่สำคัญในช่วงครึ่งปีแรก พรูเด็นเชียลยังได้เดินหน้าลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในธุรกิจประกันชีวิตในประเทศมาเลเซียเป็น 70% รวมถึงปรับยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจในประเทศอินเดีย ผ่านข้อตกลงเข้าซื้อหุ้น 75% ใน Bharti Life
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯยังคงมีสถานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินทุนส่วนเกิน (Free Surplus Ratio) อยู่ที่ 209% ( เทียบกับ 221% ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) และมีอัตราส่วนความครอบคลุมเงินกองทุนตามกรอบ Group-wide Supervision หรือ GWS อยู่ที่ 268%
และที่น่าเป็นเรื่องน่าปิติ กล่าวคือ พรูเด็นเชียล ยังประกาศเพิ่มวงเงินซื้อหุ้นคืนอีกประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากโครงการซื้อหุ้นคืนสำหรับปี 2569 ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้จำนวน 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ กลุ่มบริษัทฯได้คืนเงินทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นรวม 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ เงินปันผลระหว่างกาลครั้งแรกเพิ่มขึ้น 15% เป็น 8.88 เซนต์ต่อหุ้น จาก 7.71 เซนต์ต่อหุ้นในช่วงเดียวกันของปี 2568
ต่อเรื่องนี้"อนิล วัธวานี" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล (Prudential plc) เปิดเผยว่า “ พรูเด็นเชียล ยังคงดำเนินกลยุทธ์อย่างมีวินัย เพื่อสร้างมูลค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยนำเสนอโซลูชันด้านประกันที่ครอบคลุม การออมระยะยาว สุขภาพ และความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละตลาด พร้อมสนับสนุนเป้าหมายทางสังคมของหน่วยงานกำกับดูแล และให้ความร่วมมือกับภาครัฐในประเทศที่เราดำเนินธุรกิจ ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เราสามารถสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ขยายอัตรากำไร และสร้างเงินทุนได้อย่างแข็งแกร่ง”
“ ขณะเดียวกัน เราได้เสริมสร้างขีดความสามารถเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ด้วยการนำเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล และ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้เพื่อให้เราเข้าใจและดูแลลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง เรายังคงมุ่งมั่นบรรลุเป้าหมายการเติบโตในระดับเลขสองหลัก พร้อมวางรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายทางการเงินปี 2570 อย่างมั่นคง” นายอนิล กล่าวทิ้งท้าย