“เปิดมุมมอง"...เปิดใจ “อัศวิน ขวัญเมือง” 9 เดือนผู้ว่าฯ ยุค คสช.

กทม.1 ส.ค. 2560 • 07:43 น.
“เปิดมุมมอง"...เปิดใจ “อัศวิน ขวัญเมือง” 9 เดือนผู้ว่าฯ ยุค คสช.
“...พูดความจริงเป็นสิ่งสำคัญ...ที่จะช่วยรับมือกับทุกปัญหา...”
คอลัมน์ “เปิดมุมมอง” เปิดใจ “อัศวิน ขวัญเมือง” 9 เดือนผู้ว่าฯยุคคสช. หลังจากได้รับการแต่งตั้งโดยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้มาดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค.59 จนถึงวันนี้ ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าฯกทม.มาได้ 9 เดือนเศษ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.คนที่ 16 ได้เปิดใจกับ “สยามรัฐ” โดยระบุ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และเสียงวิจารณ์น้อยที่สุด ตนไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ มาแบบตกกระไดพลอยโจน แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้ก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ปีที่แล้วรื้องานเก่าที่ยังค้างหรือล่าช้า ปีนี้ทุกหน่วยงานก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน การเสนอจัดซื้อจัดจ้างของใหม่ถ้าไม่จำเป็นไม่เอาแต่จะงัดของเก่าขึ้นมาปัดฝุ่นใช้ ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามารับตำแหน่ง ผู้ว่าฯกทม.บอกได้เลยว่าหนักใจพอสมควร แต่ก็พร้อมทำงานและนำประสบการณ์ที่เป็นรองผู้ว่าฯกทม.มาแล้ว3ปีเศษ ทำให้ได้ทราบปัญหาอะไรมากมาย ปัญหาแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร มีความสลับซับซ้อนแบบไหน ประกอบกับได้นำประสบการณ์จากการเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้การกองปราบทำให้รู้พื้นที่ได้เกือบทั้งหมด ผู้ว่าฯกล่าวว่า แต่ก็ยอมรับว่าวิธีการทำงานของตำรวจกับการบริหารกทม.นั้นมีความแตกต่างกัน เพราะการเป็นผู้ว่าฯ กทม. งานหรือปัญหาเดินหน้าทุกวัน ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อสังคม เพื่อคนกทม.ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น อาจจะลงพื้นที่น้อยกว่าแต่ต้องคิดต้องบริหารทรัพยากรที่มีให้คุ้มค่า ก็ถือว่าตนได้เปรียบอยู่บ้างที่ได้ร่วมทำงานกับข้าราชการกทม.ในช่วงที่เป็นรองผู้ว่าฯ “สิ่งที่คิดว่ายากและหนักใจเมื่อก้าวเข้ามารับตำแหน่ง ผมมองว่าทุกอย่างมันยากไปหมด แต่ก็ต้องค่อยๆ ทำแก้ไขไป แต่สิ่งที่มองว่ายากที่สุดเลยนั่นคือ การบริหารมนุษย์ ทรัพยากรบุคคลนี่แหละที่ยาก เพราะคนนั้นมีแนวทางมีความคิดที่แตกต่างกันไป ซึ่งเราต้องใจกว้างเปิดใจยอมรับกับความหลากหลาย แต่น่ายินดีที่ผมได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากข้าราชการกทม.เช่นกัน แน่นอนผมก็ต้องชี้แจงทำความเข้าใจว่าสิ่งที่จะทำนั้นก็ไม่ได้ทำเพื่อตนเองแต่เพื่อสังคมเพื่อส่วนรวม มองว่าความจริงใจ พูดความจริงเป็นสิ่งสำคัญเป็นเครื่องมือที่จะสามารถช่วยรับมือกับทุกปัญหา” สำหรับงานที่ทำไปแล้วรู้สึกมีความสุข คงหนีไม่พ้นเรื่องความสะอาด การจัดการขยะที่ปัจจุบันประชาชนเริ่มให้ความร่วมมือทิ้งขยะเป็นที่เป็นทาง เริ่มคัดแยกขยะก่อนทิ้งมากขึ้นทำให้การจัดเก็บขยะในพื้นที่ทำได้รวดเร็วส่งผลให้ขยะตกค้างลดลง และอีกเรื่องที่ทำแล้วมีความสุขไม่แพ้กันคือ เรื่องบริหารจัดการน้ำฝนที่ตกลงมาให้สามารถระบายออกจากพื้นที่ได้โดยเร็วเพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ที่เห็นชัดๆ เลยก็เมื่อวันที่ 24และ26พ.ค.ที่ผ่านมาที่ฝนตกลงมาหนักมากวัดได้ประมาณ179มม.ท่วมจนชาวบ้านด่ากันเละเทะ ตนก็พยายามชี้แจงและขอโทษประชาชน พร้อมกำชับทุกฝ่ายลงไปดูเลยว่าสาเหตุมันเกิดจากอะไร อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือจุดไหนไม่เพียงพอ หรือเสียหายต้องเร่งซ่อมแซม ซึ่งปัจจุบันเครื่องสูบน้ำก็มีตั้งประจำตามจุดครอบคลุมแล้วทำให้เมื่อเกิดฝนตกลงมามากสามารถระบายน้ำได้เร็วขึ้น แน่นอนว่าต้องให้เครดิตเจ้าหน้าที่กทม.ที่เสียสละทำงานกันอย่างเต็มที่ “ความจริงใจ ผมมองเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อผมผิดก็ต้องรีบขอโทษและแก้ปัญหาไม่ปล่อยเวลาให้เสียไป เพราะปัญหามีให้เจอทุกวัน หากไม่รีบแก้ก็เพิ่มพูนขึ้นมา แต่ก็ขอร้องประชาชนด้วยว่าต้องช่วยกันไม่ทิ้งขยะในที่ที่ห้ามทิ้ง เพราะยิ่งทิ้งก็ยิ่งท่วม ไม่ทิ้งมันก็ไม่ท่วม ก็ค่อยๆ สร้างความเข้าใจกันไป ไม่โกหกประชาชน” เมื่อถามว่า จากนี้ไปจะมีโครงการอะไรใหม่ๆ พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า โครงการใหม่ๆ เลยคงยังไม่มี เพราะอยากสะสางของที่มันเก่าเก็บ เก่าทิ้ง ให้สามารถกลับมาใช้ จะได้ประหยัดเงินหลวง ซึ่งเงินก็มาจากภาษีของประชาชน จะเอามาทำให้มันเกิดประโยชน์ ไม่ควรจะทิ้งก็เอามาปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข ให้มันดี ก็จะทำให้ดีที่สุดตราบใดที่ยังอยู่ตรงนี้ ไปเมื่อไรก็จบเมื่อนั้น ข้าราชการไม่ต้องห่วง ตนไม่ใช่นักการเมือง เป็นข้าราชการเหมือนกัน รู้ชีวิตข้าราชการดี รับราชการตั้งแต่อายุ 19 ปี เห็นใจอะไรทำได้ไม่ได้ ขอให้บอก ไม่อยากไปบังคับจิตใจ มันบาป เอาคนที่เขาอยากจะทำมาทำ หากมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.จะลงสมัครผู้ว่าฯกทมหรือไม่ พล.ต.อ.อัศวินบอก ตอนนี้ตนยังไม่มีความคิดนี้นะ แค่อยากทำตรงนี้ ตั้งใจทำงานในหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งนี้สั้นยาวแค่ไหน เมื่อมีคนใหม่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาตนก็ต้องไป แต่ก่อนที่จะไปเราต้องเต็มที่กับการทำงาน ใครที่จะมาแจกยาหอมชวนลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ตอนนี้ตนคงยังไม่คิด รู้เพียงว่าเวลาที่เหลือก็ต้องทำให้ประชาชนเขาพึงพอใจให้มากที่สุด “ทุกอย่างผมพยายามทำงานให้ออกมาดีที่สุด อย่างน้อยต้องไม่เสียชื่อเสียงที่ผมได้สั่งสมมาตั้งแต่รับราชการตำรวจ อะไรที่ทำล่าช้าไม่ทันใจประชาชนก็ต้องขอโทษ ซึ่งผมและทุกคนรวมถึงข้าราชการต่างมีความตั้งใจเพื่อให้คนกรุงเทพฯได้รับสิ่งที่ดีมากที่สุด” พล.ต.อ.อัศวิน พ่อเมืองยุคคสช.กล่าวทิ้งท้าย นารีนาฎ ภัยวิมุติ