- โฆษณา -

รายงานพิเศษ/ “ในหลวงแห่งแผ่นดิน” งานของ”พ่อ”ไม่มีวันเสร็จ

กทม.17 ต.ค. 2560 • 09:55 น.
รายงานพิเศษ/ “ในหลวงแห่งแผ่นดิน” งานของ”พ่อ”ไม่มีวันเสร็จ
“...ในวันที่พระองค์จากไปแล้ว หน้าที่ดูแลแผ่นดินต่อไปคือลูกๆ หากยังมีเรี่ยวแรงยังมีชีวิต งานไม่มีวันเสร็จ...” ********************************************* เมื่อวันที่ 13 ต.ค.60 ที่ห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร อาคารศรีสวรินทิรา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดงาน “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และรำลึกวันครบรอบ 1 ปีแห่งการเสด็จสวรรคต ทั้งนี้ ในงาน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้กล่าวปาฐกถา “ในหลวงแห่งแผ่นดิน” โดยย้อนความให้ฟังว่า ในวันที่ 13 ต.ค.59 ประมาณบ่ายโมงครึ่ง ต่างกัน (กับวันนี้ 13 ต.ค.60) เพียงนิดเดียวคือคนละปี ตนอยู่ที่ศาลาสหทัยสมาคม แต่ก่อนหน้า1วัน ตนไปประชุมประจำปีเพื่อสรุป ทบทวนงานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมอบหมาย ซึ่งรู้สึกอย่างไรก็ไม่ทราบรู้สึกคิดถึงพระองค์จับใจเหลือเกิน จึงนัดผู้ที่ทำงานร่วมกันเพื่อไปลงนามถวายพระพรกัน แต่เมื่อมาถึงปรากฏว่ามหาดเล็กเดินสวนกลับมาหน้าตาตื่นและบอกว่ามีคำสั่งให้ยุติทุกอย่าง “ เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม้ว่าเราจะเตรียมตัวเตรียมใจตามคำสอนของพระองค์ และรู้ว่าวันนี้จะต้องมาถึง กลายเป็นว่าเป็นวันที่ผมตั้งใจจะมาถวายพระพร กลายเป็นต้องกราบลาพระองค์ท่านที่พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์เท่านั้น มันมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเกิดความเวิ้งว้าง ว่างเปล่าในจิตใจ ท้องฟ้ายังครึ้มเศร้า ต้องใช้เวลา4-5วันในการสะกดจิตใจและนึกถึงคำสอนของพระองค์ที่ต้องเป็นคนเข้มแข็ง” นอกจากนี้ ดร.สุเมธยังบอกเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งเคยมีโอกาสได้ถวายงานนานถึง35ปี โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ทรงสอนงานในอันที่จะสามารถก่อประโยชน์ให้แก่ปวงชนชาวไทยทุกด้าน ซึ่งพระองค์ตรัสว่าหากเราจะทำงานให้เกิดประโยชน์ได้นั้นต้องทำตัวให้เหมือนเหล็กที่ต้องถูกเผา ถูกทุบ เพื่อให้กลายเป็นเหล็กกล้าที่สามารถสร้างประโยชน์ เพราะหากใครที่ไม่เคยถูกทุบถูกเผาก็ทำงานให้แผ่นดินไม่ได้ ตลอดระยะเวลา70ปี พระองค์ไปในที่ที่ไม่มีใครไป ไปเพื่อแก้ปัญหาช่วยเหลือประชาชน ไม่เคยหยุดที่จะทำงานเพื่อประชาชน ฉลองพระองค์ก็ตัดในประเทศใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะพระองค์เพียงต้องการใช้ประโยชน์เท่านั้น เมื่อเรามีแบบอย่างแบบนี้เราก็ไม่กล้าที่จะฟุ่มเฟือย “คนไทยเห็นแต่ภาพพระองค์ แต่ไม่ได้มองพระองค์ เพราะหากมองสักนิดท่านจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใน1ปี พระองค์เดินทางไปในถิ่นทุรกันดารทุกแห่ง เสด็จฯไปจังหวัดเชียงใหม่ สกลนคร ไกลกังวล และนราธิวาส แห่งละ2เดือน ซึ่งไม่ใช่เสด็จฯ แปรพระราชฐานเพื่อตากอากาศ แต่เสด็จฯไปในพื้นที่ที่คนไม่ไปกันเพื่อที่จะรับทราบปัญหาของประชาชน ถือเป็น8เดือนที่เหนื่อยและยากลำบากมาก” และเมื่อประทับที่กรุงเทพฯ ก็ยังทรงงานจนมีโครงการแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนมากมาย กระทั่งทรงพระประชวรก็ยังทรงห่วงประชาชน เพราะในพระสมองยังคิดถึงความเป็นอยู่ของเราตลอด แม้กำลังจะผ่าตัดก็ยังห่วงประชาชน สิ่งที่เป็นเครื่องเตือนใจตนเสมอ คือ การสร้างความสุขให้กับประชาชนคนไทย เพราะความสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราทำงานทำประโยชน์ให้กับแผ่นดิน แม้จะไม่สามารถทำได้อย่างพระองค์แต่สามารถจะเดินตามรอยพระองค์ นึกถึงคนอื่นก่อนตัวเองได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำทันทีไม่ใช่แค่คิดและพูดเพียงว่าจะทำความดีเพื่อพ่อ เพื่อพระองค์ “ทรงสอนและตรัสกับผมว่า “ขอบใจนะที่มาช่วยฉันทำงาน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์เพื่อคนอื่น” แต่นั้น ประโยคนี้จึงเตือนใจและดำเนินตามรอยพระองค์ท่านเรื่อยมา ในการนึกถึงประโยชน์คนอื่นมากกว่าประโยชน์ของตน รวมถึงประโยคที่ทรงรับสั่งว่า “มองทุกอย่างที่ฉันทำ ท่านให้มอง ไม่ใช่ดูหรือเห็น แล้วถามตัวเองว่าทำอะไร ทำไม เพื่อให้เกิดปัญญา จดทุกอย่างที่ฉันพูด ก็เพื่อเตือนความจำ สรุปทุกอย่างที่ฉันคิด ซึ่งตรงนี้ตอนแรกก็คิดในใจว่าใครจะไปหยั่งรู้ความคิดพระองค์ แต่หลายครั้งที่พระองค์ทรงคิดดังๆ ให้รู้ และนี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงสอน เตือนอดีตจากการจด แล้วนำทางไปสู่อนาคต" ดร.สุเมธยังเล่าอีกว่า มีครั้งหนึ่งเกิดปัญหาน้ำท่วม พระองค์ทรงรับสั่งถึงแก้มลิง ต้องทำแก้มลิง ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าคืออะไร ซึ่งพระองค์ก็ให้ไปดูลิงกินกล้วย ทำให้เราเห็นว่าเวลาลิงกินกล้วยก็จะเก็บไว้ที่แก้ม เหมือนเวลามีน้ำหลากก็ทำแหล่งเก็บไว้สองข้างของแม่น้ำสายหลัก เมื่อหน้าแล้งก็ได้นำน้ำจากแหล่งนั้นมาใช้ ซึ่งพระองค์ทรงไม่สอนโดยตรงแต่ให้เราได้เห็นได้สังเกต นี่ทรงเป็นพระอัจฉริยภาพของพระองค์โดยแท้จริงที่ใช้วิธีแห่งธรรมชาติจัดการปัญหา เช่นเดียวกับการออกแบบกังหันน้ำชัยพัฒนาที่ทรงสังเกตจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน และนำมาออกแบบให้ละอองน้ำรับออกซิเจน เป็นวิธีการนำสื่อออกซิเจนลงไปในน้ำ จนรัฐบาลเบลเยียมขอพระราชทานกังหันชัยพัฒนาไปติดตั้งในกรุงบรัสเซลส์ รัฐบาลอินเดียขอพระราชทานไปติดตั้งที่พุทธคยา “อยากส่งต่อทุกคนให้ทำหน้าที่ของแต่ละคน ทำให้ท่านเห็น วันนี้มีคนพูดว่าจะทำดีเพื่อพ่อ แต่ทุกวันตอบตัวเองได้หรือไม่ว่าทำอะไรเพื่อพ่อ ทำอะไรเพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน เพราะพระองค์จะไม่ได้มาสอนเราแล้ว แต่ทรงทำให้เราแล้ว เราก็ต้องส่งต่อลูกหลานให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ต้องช่วยกัน คิด พูด ด้วยความเมตตามุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงานประสานประโยชน์กันให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตนและผู้อื่น และแก่ประเทศชาติประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผน พยายามทำความคิดเห็นของตนเองให้ถูกต้องเที่ยงตรงและมั่งคงอยู่ในเหตุในผล มาใช้ในการดำรงตน” และย้อนไปเมื่อ19 ปีก่อนได้กราบทูลขอเข้าเฝ้าฯเพื่อขอพระราชทานพรวันเกิด อายุ 60 ปี ครั้งนั้นพระองค์พระราชทานน้ำสังข์และใบมะตูม ทัดที่ใบหู พร้อมรับสั่งว่า "เกษียณไม่ได้" “และในวาระครบรอบ72ปี เมื่อ6ปีก่อน ก็ได้เข้าเฝ้าฯเพื่อขอพระราชทานพรจากพระองค์ ซึ่งพระองค์รับสั่งกับผมว่า “สุเมธงานยังไม่เสร็จนะ” จึงย้ำให้เห็นว่างานก่อประโยชน์เพื่อแผ่นดินไม่มีวันหมด ผมก็นำมาคิดถึงเรื่องพระมหาชนกที่ต้องว่ายน้ำเอาชีวิตรอด แม้อาจไม่เห็นฝั่งแต่ก็ต้องว่ายต่อไป ก็เหมือนกับงานก่อประโยชน์ให้แผ่นดินที่ต้องทำต่อไปไม่มีวันหยุด ฉะนั้น ในวันที่พระองค์จากไปแล้ว หน้าที่ดูแลแผ่นดินต่อไปคือลูกๆ หากยังมีเรี่ยวแรงยังมีชีวิต งานไม่มีวันเสร็จ ซึ่งงานในที่นี้คือการทำหน้าที่ของตัวเองด้วยคุณธรรม นั่นคือสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนา” "นารีนาฏ ภัยวิมุติ"