รายงานพิเศษ/ “ศูนย์สร้างสุขผู้สูงวัยกทม.” เติมเต็มหัวใจไม้ใกล้ฝั่ง
“ผู้สูงอายุ” กลุ่มคนที่ในอนาคตจะกลายเป็นกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ หรือที่เรียกกันว่าสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่ากลุ่มวัยอื่นๆ
กรุงเทพมหานครซึ่งมีกลุ่มผู้สูงอายุมากในลำดับต้นๆ ของประเทศได้นำร่องสร้างโรงพยาบาลผู้สูงอายุแห่งแรก ที่เขตบางขุนเทียน โดยคาดการณ์จะเป็นโรงพยาบาลผู้สูงอายุที่ดูแลแบบครบวงจร
แต่แน่นอนว่าการดูแลผู้สูงอายุนั้นไม่ใช่แค่เรื่องการรักษาพยาบาล แต่หมายถึงการดูแลในทุกมิติทั้งสุขภาพจิตใจ สิ่งแวดล้อมใกล้ตัว ที่อยู่อาศัยที่พร้อมต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตกับทุกกลุ่มวัยอื่นๆ ได้อย่างมีความสุข
นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าฯกทม.เผยถึงนโยบายดูแลผู้สูงอายุของกทม.ว่า ปัจจุบันกทม.มีผู้สูงอายุประมาณ15% ของประชากรทั้งหมด และจะเพิ่มขึ้นเป็น19% ในปี 68โดยผู้สูงอายุจะมี 2กลุ่ม คือ1.กลุ่มช่วยเหลือตัวเองได้ ออกจากบ้านได้ ติดสังคม
กลุ่มนี้ กทม.มีศูนย์ผู้สูงอายุกทม.ที่ดินแดง รองรับ โดยมีกิจกรรมธาราบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ แต่ยังต้องทำให้ครบวงจรต่อไปโดยรอจัดสรรงบฯ ทั้งนี้ กลุ่มนี้ไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเพราะออกมาทำกิจกรรมสม่ำเสมอ โดย กทม.ต้องมีแหล่งทำกิจกรรมให้อย่างหลากหลาย เป็นภารกิจที่ต้องคิดกันต่อไป
2.กลุ่มติดบ้าน คือไม่ยอมออกจากบ้าน ไม่ยอมเข้าสังคม กลุ่มนี้กทม.ต้องเข้าไปดูแลพูดคุยชักชวนให้ออกมาร่วมกิจกรรมผ่านศูนย์สร้างสุขของผู้สูงอายุ ทำให้ผ่อนคลาย มั่นใจและออกมาทำกิจกรรมภายนอกอย่างมีความสุขได้
แต่ในกลุ่มติดบ้านนี้อาจจะมีกลุ่มที่ติดเตียง คือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้รวมอยู่ด้วย จุดนี้ต้องดูแลผ่านระบบพยาบาลอาสา เข้าไปตรวจเยี่ยมตามบ้าน มีศูนย์บริการสาธารณสุข68แห่ง ดูแลตามชุมชน และส่งต่อโรงพยาบาลสังกัดกทม.9แห่ง ฟื้นฟูรักษาพยาบาล
และภายใต้นโยบายNOWด้านคุณภาพชีวิตดี จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดสวัสดิการกิจกรรมและการดูแลสุขภาพให้แก่ผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม โดยจะมีศูนย์สร้างสุขของผู้สูงอายุ ซึ่งจะใช้ศูนย์ผู้สูงอายุที่ดินแดง ศูนย์กีฬากรุงเทพมหานคร35แห่ง และศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครอีก36แห่ง
ทั้งหมดสามารถพัฒนาเป็น "ศูนย์สร้างสุขของผู้สูงอายุ" โดยเอาความต้องการของผู้สูงอายุเป็นที่ตั้ง จัดกิจกรรมดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย ทำอาหาร การใช้เวลาว่าง ไอที และอื่นๆ เพื่อให้ตรงความต้องการทุกกลุ่ม และถ้าทำศูนย์ฯผ่านเขตพื้นที่ทั้ง50เขตด้วยก็จะครบวงจร เป็นศูนย์สร้างสุขของผู้สูงอายุได้แท้จริง
รองผู้ว่าฯกทม.ระบุ “การสร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุนั้นไม่ใช่แค่รักษาพยาบาลแต่ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุพร้อมในการใช้ชีวิตในวัยเกษียณ ซึ่งจริงแล้วจำเป็นต้องเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนเกษียณ ในญี่ปุ่นเขาเตรียมตัวตั้งแต่อายุ 40ปี แต่บ้านเราคงทำได้ยากเพราะยังอยู่ในวัยทำงานสร้างตัวเอง แต่ถ้าหากทำได้จะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ
ทั้งนี้ ทุกๆ อย่างที่กทม.ได้แนะนำก็เปรียบเป็นเหมือนป้ายบอกทาง การจะไปตามป้ายที่บอกหรือไม่นั้นเป็นการตัดสินใจของประชาชนแต่ก็หวังว่าจะเป็นป้ายบอกที่ให้ประโยชน์ เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนได้ซึ่งเป็นหน้าที่ของเรา”
สิ่งที่คาดว่าจะนำมาปรับใช้กับการดูแลผู้สูงอายุของกทม.จากที่ไปดูงานด้านผู้สูงอายุในโครงการบ้านพี่เมืองน้องที่ ฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อเป็นเมืองดูแลผู้สูงอายุดี จากที่มีประชากรผู้สูงอายุมาก โดยมีสัดส่วน25% เฉลี่ยอายุผู้ชาย80-81ปี ผู้หญิง86ปี ยังแข็งแรงดูแลช่วยเหลือตัวเองได้ หลังจากนั้นจะเสื่อมโทรมตามสภาพร่างกาย โดยมีโรคผู้สูงอายุ 2โรค คือ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และสมองเสื่อม
ขณะที่กทม.อายุเฉลี่ยของผู้สูงอายุจะอยู่ที่ 50ปี ถือว่าเข้าสู่วัยชราเร็ว ปัจจัยหนึ่งคืออากาศของเมืองกทม.มีมลพิษสูง ประกอบกับประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานไม่มีเวลาใส่ใจสุขภาพร่างกาย
ดังนั้น จึงต้องให้ความรู้ในการออกกำลังกายป้องกันโรค สร้างวินัยหวังผลระยะยาว ให้ข้อมูลความรู้เตรียมตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ระมัดระวังไม่ให้อยู่ในภาวะเสี่ยงโรคต่างๆ โดยสร้างแนวร่วมให้เยาวชนและชุมชนทำกิจกรรมกับผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อม สร้างกลุ่มช่วยดูแลและช่วยเหลือผู้สูงอายุในชุมชน
นอกจากนี้ สำนักการโยธายังได้ทำแบบบ้านอยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เป็นแบบบ้านมาตรฐานที่อำนวยความสะดวกดูแลผู้สูงอายุรวมถึงผู้พิการ แจกฟรี สามารถขอรับไปสร้างบ้านเพื่อเตรียมความพร้อมได้