"ไทย"ขึ้นที่ 3 อากาศแย่สุดในอาเซียน/อันดับ 23 โลกเมืองฝุ่นพิษ
ทั้งขึ้นลิสต์ 10จังหวัดท็อป 15 เมืองที่มีมลพิษสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะกทม.อยู่ลำดับ 24 เมืองหลวงที่อากาศแย่ กรีนพีซระบุผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ในทุกด้าน ระบุระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศของภาครัฐยังมีปัญหา
นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า มลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเรา ทั้งด้านสุขภาพและการเงิน การประเมินค่าใช้จ่ายในการสูญเสียแรงงานทั่วโลกมีถึง 225,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และค่าใช้จ่ายทางการแพทย์หลายล้านล้านเหรียญสหรัฐ เราต้องการให้รายงานฉบับนี้สร้างความตระหนักให้ประชาชนถึงอากาศที่เราหายใจ เพราะเมื่อเราเข้าใจถึงผลกระทบจากคุณภาพอากาศในชีวิตของเรา เราจะสามารถปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุดได้
ขณะที่ ในปี 2561 ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 23 ของโลก ในฐานะประเทศที่มีความเข้มข้นเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 มากที่สุด หากเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีค่าคุณภาพอากาศที่แย่เป็นอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม มี 10 จังหวัดในไทย (สมุทรสาคร,นครราชสีมา,ท่าบ่อ (หนองคาย), สระบุรี, สมุทรปราการ, ราชบุรี, แม่สอด (ตาก), ศรีมหาโพธิ (ปราจีนบุรี), ปาย, ชลบุรี) ที่ติดอยู่ในการจัดอันดับ 15 เมืองที่มีมลพิษ PM2.5 สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทั้งนี้ จากการจัดอันดับเมืองหลวงทั่วโลกที่มีค่าเฉลี่ยรายปี ฝุ่น PM2.5 เข้มข้นปรากฏ กรุงเทพมหานคร ของไทยอยู่ในลำดับที่ 24 ของโลก
(อย่างไรก็ตาม มี 3 จังหวัดของไทย ที่ถูกจัดเป็นเมืองคุณภาพอากาศดีที่สุดในภูมิภาคนี้ คือ อันดับ 4 สตูล อันดับ 11 นราธิวาส และอันดับ 14 น่าน)
แฟรงค์ แฮมเมส ประธานบริหารของ IQAir กล่าวว่า “รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศโลกปี พ.ศ. 2561นำเสนอข้อมูลคุณภาพอากาศที่รวบรวมและตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศนับหมื่นแห่งทั่วโลก ขณะนี้ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศได้ฟรีผ่านแพลตฟอร์ม AirVisual แพลตฟอร์มนี้เป็นตัวสร้างความต้องการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศสำหรับเมืองหรือภูมิภาคที่ยังไม่เปิดเผยข้อมูลสาธารณะ ชุมชนและองค์กรในหลายเมือง อย่างแคลิฟอร์เนีย หรือแม้แต่คาบูลเมืองหลวงของประเทศอัฟกานิสถานมีส่วนช่วยให้เกิดการตรวจสอบของภาครัฐด้วยการใช้เครื่องมือตรวจสอบคุณภาพอากาศราคาถูกของเขาเอง และทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มากขึ้นในระดับท้องถิ่นได้”
นอกจากนี้ ในรายงานยังระบุ การตรวจวัดคุณภาพอากาศในไทยยังไม่เป็นมาตรฐาน การรายงานของทางภาครัฐยังคลาดเคลื่อนกับความเป็นจริง ทั้งเครื่องมือตรวจวัดยังคงไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุม