กระแสสุขภาพ / ฟิลเลอร์เอฟเฟ็กต์! มหันตภัย...ในมือหมอเถื่อน
ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยเผย บ่อยครั้งที่อันตรายของการฉีดสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการตามคลินิกสถานเสริมความงามต่าง ๆ ที่ไม่ได้มาตรฐาน
เช่น คลินิกเถื่อน หมอกระเป๋า หรือคลินิกเว็บไซต์ แนะนำซื้อขาย เพื่อนำไปฉีดเอง เป็นต้น จนเสี่ยงถึงขั้นตาบอด จมูกเน่า รูปใบหน้าที่เปลี่ยนผิดรูปไป
การใช้สารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ สำหรับเสริมความงามหรือรักษาผิวพรรณ ใช้หลักการคือ ผิวหนัง ซึ่งจะมีส่วนประกอบหลักสำคัญคือ ใยคอลลาเจนและสารไฮยาลูโรนิคที่มีความสามารถในการอุ้มน้ำมากกว่าตัวเองร้อยเท่า
มีหน้าที่สำคัญเป็นองค์ประกอบที่ให้ความแข็งแรงและยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง
เมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่วัยชราพบว่า ใยคอลลาเจนและสารอุ้มน้ำจะลดน้อยลง ทำให้ผิวหนังจะบางลง เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น จึงมีความพยายามหาทางแก้ไขโดยฉีดสารเข้าไปในผิวหนังเพื่อทดแทนหรือที่เรียกกันว่า ฟิลเลอร์
ถึงแม้ “ฟิลเลอร์” จะเป็นสารมหัศจรรย์ก็จริง แต่ต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์ที่ชำนาญมีประสบการณ์จริงๆ
อ.พญ.มาริษา พงษ์พฤฒิพันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ กล่าวว่า “ไฮยาลูโรนิคแอซิด” แต่เดิมคิดว่าสารตัวนี้ปลอดภัย เพราะสามารถละลายหรือสลายไปได้เอง
แต่ปัญหาคือความเสี่ยง เมื่อฉีดเข้าไปแล้ว ผลข้างเคียงที่เจอบ่อย ๆ คือ แดงหลังฉีด บวมช้ำ เนื่องจากเวลาฉีดจะใช้เข็มจิ้มลงไปบริเวณผิวหนัง ก็อาจไปโดนเส้นเลือดแดงบ้าง แต่จะหายเองได้ใน2 สัปดาห์
แต่มีผลข้างเคียงที่พบบ่อยและเป็นปัญหา คือ ฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อนๆ ซึ่งอาจเกิดจากฉีดผิดชนิด หรือเลือกที่ไม่เหมาะสมมาฉีดในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม
หรือบางทีเกิดอักเสบติดเชื้อตรงบริเวณที่ฉีด ซึ่งบางทีเชื้อซ่อนอยู่ในฟิลเลอร์ ทำให้ร่างกายกำจัดได้ยาก จะกลายเป็นแผลที่มีหนองอยู่ข้างในตลอดเวลา
รศ.(พิเศษ) พญ.รัชต์ธร ปัญจประทีป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังฯกล่าวว่า ผลข้างเคียง ที่ทำให้ตาบอดหรือแขนขาอ่อนแรง เกิดจากฉีดสารเข้าไปในเส้นเลือดที่ต่อเนื่องไปเลี้ยงลูกตา อาจพลาดไปโดนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงบริเวณดวงตา หรือ แม้แต่เส้นเลือดสมอง ทำให้เส้นเลือดอุดตันจนตาบอดถาวรได้
ทั้งนี้ สามารถฝากคำถามเกี่ยวกับฟิลเลอร์มาได้ที่อีเมล์ question@dst.or.th หรือเฟซบุ๊ก:ครบเครื่องเรื่องผิวหนัง ของสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ จะให้บริการตอบคำถามโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมแพทย์ผิวหนังฯหรือเข้ามาศึกษาได้ที่เว็บไซต์ www.dst.or.th