- โฆษณา -

เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า ตามล่าแสงเหนือ”ไทย-เดนมาร์ค-สวีเดน-ฟินแลนด์-นอร์เวย์

ยานยนต์11 ต.ค. 2561 • 12:21 น.
เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า ตามล่าแสงเหนือ”ไทย-เดนมาร์ค-สวีเดน-ฟินแลนด์-นอร์เวย์
สนวัตร สุนทรกรัณย์ บริษัท มาสด้าเซลส์ ประเทศไทย จำกัด จัดทริปพิเศษการเดินทางกับสื่อมวลชนไทยสายยานยนต์ประจำปี 2018 สานต่อความสำเร็จจากทริปเมื่อปีที่แล้ว ที่ไปตะลุยขับไกลข้ามทวีปจากประเทศมองโกเลีย”กรุงอุลาบาตอ”ไปยังประเทศรัสเซีย”กรุงมอสโคร” มาในปีนี้ มาสด้า ตั้งเป้าพาลุยต่อไปถึงสแกนดินีเวีย สร้างบันทึกประสบการณ์สุดขั๋วอีกหน กับการขับรถไกลที่สุดพิสูจน์สมรรถนะทั้งคนและรถในทริป”เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า”สกายแอคทีฟล่าแสงเหนือ ตั้งแต่วันที่ 16-23 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา แต่การเดินทางในครั้งนี้ ต้องถูกจัดแบ่งเป็นสองกลุ่มเพื่อความคล่องตัว กลุ่มแรกจะเริ่มจากกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ไปยังกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน และข้ามเรือเฟอร์รี่ไปยังประเทศฟินแลนด์ และมุ่งหน้าไปบรรจบเส้นทางกับกลุ่มที่สองที่เมืองฮอนนิงสวัก ประเทศนอร์เว โดยใช้รถยนต์ Mazda CX-5 รุ่นดีเซลตลอดทริปทั้งหมด 10 คัน วันที่ 17 กันยายน 2561 เป็นวันแรกของการเดินทาง ขบวนของ Mazda Passion Drive to the New Horizon ได้มาถึงกรุงสตอกโฮล์มเป็นที่เรียบร้อยนำทีมโดย คุณธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาด และรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยสื่อมวลชนกลุ่มแรกบินลัดฟ้าจากไทยมาลงที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ใช้เวลาบิน 11 ชม. มาพบกับทีมงานมาสด้าที่เตรียมรถมาพร้อมบรรยายสรุปการเดินทางสั้นๆ ด้วยเหตุผลสภาพอากาศทำให้รถที่ขนส่งมาจากไทยทางเรือยังเดินทางมาไม่ได้ตามกำหนดเพราะเรือติดพายุไม่มีกำหนด ทำให้ทีมงานต้องเร่งปรับเปลี่ยนแผน หารถในท้องถิ่นมาใช้แทน ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์ จากทางมาสด้ายุโรป เร่งประสานอย่างเร่งด่วน สรุปได้ Mazda CX-5 มาจากดีลเลอร์เดนมาร์คทั่วประเทศทั้งหมด ”งานนี้ทำเอาผู้บริหารระดับสูงอย่าง คุณธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ พร้อมด้วย คุณอุทัย เรืองศักดิ์ มือขวาคนเก่ง”ปวดหัวไปตามๆกัน ต้องประสานไปทางมาสด้ายุโรปให้เร่งช่วยแก้ปัญหานี้ให้ แต่สุดท้ายก็ประสบณ์กับความสำเร็จ ได้มาสด้า CX-5 มาเป็นยานพาหนะในการเดินทางในทริปนี้ทั้งหมด10 คัน มาสด้า CX-5 ยุโรปจะมีความแต่แตกจากของไทยก็คือ พวงมาลัยอันดับแรก จากขวาไปซ้าย และออฟชั่นต่างๆหลักๆ ก็คือเบาะที่มีฮีทเตอร์ และจากเดิมที่จะมีน้องเล็กอย่าง Mazda2 และพี่ใหญ่ BT-50 Pro มาร่วมเดินทางด้วย ต้องยกเลิกไป แต่สำหรับทีมขับสื่อมวลชนจากไทยไม่มีปัญหาพร้อมท้าทายทุกอุปสรรค วันที่ 1”วันที่ 17 กันยายน 2561”ของการเดินทาง”เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า” ซึ่งเป็นภารกิจวันแรกต้องขับรถระยะทาง 660 กม.ได้สำเร็จลุล่วงเป็นที่เรียบร้อย ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงเพราะความเร็วตามกฏหมายของสวีเดนกำหนดให้วิ่งได้ไม่เกิน 120 กม./ชม. ในทางระหว่างเมือง และ 60 กม./ชม. ในเมือง โดยบรรยากาศสองข้างทางแทบไม่แตกต่างจากมอเตอร์เวย์บ้านเรา เดินทางง่ายสะดวก ทิวทัศน์ส่วนใหญ่เป็นไร่นา ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นความเจริญตามหัวเมืองต่างๆ การเดินทางแบบคาราวานมีความสนุกตื่นเต้น ครบทุกรส เดินทางถึงที่พักเมืองสต๊อกโฮร์มอย่างปลอดภัยพร้อมความเมื่อยล้า วันที่ 2 “วันที่ 18 กันยายน 2561”ของการเดินทาง”เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า” ในวันนี้แบบสบายๆ อากาศเย็นสบายๆ 17 องศา ในเมืองสต๊อกโฮล์ม ช่วงเช้า“ไม่มีขับรถ”มีแต่ช่วงบ่ายช่วงต้องขับรถไปลงเรือ Viking Line ข้ามทะเลบอลติกจากสวีเดนไปฟินแลนด์ ซึ่งเป็นเรือเฟอรี่ขนาดใหญ่ระดับหรือเดินสมุทรที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง แน่นอนครับคำว่าเรือเฟอรี่ก็ต้องบรรทุกรถได้ด้วย Mazda CX-5 ทุกๆคันเข้าไปจอดเรียงกันใต้ท้องเรือ ส่วนพวกกระผมพักผ่อนตามอัธยาศัย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในเรืออย่างครบครัน เรือเฟอรี่จะไปสิ้นสุดที่กรุงเฮลชิงกิ ประเทศฟินแลนด์ เดินทาง 2 วันข้ามกันถึง 2 ประเทศกันเลย เหตุผลที่ต้องเอารถลงเรือเฟอรี่ เพื่อย้นระยะทางในการเดินทางถ้าจะใช้ทางบกคงต้องใช้เวลาเดินทางอีก 3 วันกว่าจะถึง กรุงเฮลชิงกิ วันที่ 3 “วันที่ 19 กันยายน 2561”เดินทางถึง กรุงเฮลชิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ในวันนี้การเดินทาง”เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า”ต้องใช้ระยะทาง 390 กม. ไม่ง่ายนะครับ ความเร็วที่ทางหลวงจำกัด 80 กม./ชม. และ 10 กม./ชม.ทางแคบมีฝนตกเป็นบางช่วงอากาศเย็น 9-10 องศา วันนี้จุดหมายปลายทางที่ดินแดนซานต้าครอส แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดหมายปลายทาง เรามาแวะพักจุดแรกกันก่อน คือบริเวณของสนามกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ทีมงานบอกว่ามีรูปปั้นของ PAAVO NURMI นักวิ่งเจ้าของ 3 เหรียญทองโอลิมปิคตั้งอยู่ หลังจากนั้นเราไปแวะทานอาหารกลางวันที่ร้าน Helsinki Doi Thai Restaurant ซึมซับอาหารรสชาติแบบไทยโดยฝีมือคนไทย ทุกๆคนอิ่มท้องกันอย่างเรียบร้อย หลังจากนั้นเราต้องออกเดินทางกัน สำหรับโปรแกรมท่องเที่ยวทางทีมงานต้องตัดออกไปบางส่วนเนื่องจากระยะทางและเวลาไม่สามารถไปตามโปรแกรมที่วางกันไว้ล่วงหน้าได้ ซึ่งตลอดระยะเวลาเดินทางทีม”เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า”ทั้งหมดต้องขับ มาสด้า CX-5 กันระมัดระวังเนื่องจากการจราจรที่เข้มงวด ระหว่างทางกระผมมีความรู้สึกเหมือนมีอะไรคอยจ้องตลอดเวลาบนถนน “กล้องจับความเร็วเยอะชิบ”กว่าจะถึงจุดหมายที่พัก ทุ่มกว่าเข้าพักที่เมืองทางขึ้นเหนือของฟินแลนด์คืนนี้พักผ่อนกันเต็มที่เพราะวันต่อไปล้อหมุนแต่เช้าตรู่ระยะทางอีก 490 กม.อย่างที่กล่าวไปต้องขับ มาสด้า CX-5 กันอย่างระมักระวัง หลังจากจบทรีปทาง มาสด้า จะโดนค่าปรับอย่างเยอะแน่ ในวันนี้เป็นวันที่ 4 “วันที่ 20 กันยายน 2561” ในวันนี้การเดินทาง”เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า”ต้องใช้ระยะทาง 490 กม. จากเมือง Kupio ไปที่ Rovanimi เมืองซานตาครอส แถบภาคเหนือของฟินแลนด์เพื่อบรรลุภารกิจของวันนี้คือข้ามเส้น “อาร์ติก เซอร์เคิล” ระหว่างทางบรรยากาศที่มองผ่านหน้าต่างแทบไม่แตกต่างจากเดิม คือป่าสน บึงทะเลสาบ แต่ที่แปลกไปคือต้นไม้เริ่มเปลี่ยนสี สวยสดงดงามในแบบที่ช่างภาพชอบ ผู้คนระหว่างทางไม่ค่อยพอเจอมากนัก เพราะประชากรส่วนใหญ่มีไม่มาก และด้วยความที่อากาศเย็นทำให้มักจะอยู่กันแต่ในบ้าน ถ้าไม่ใช่ในเมืองใหญ่ กิจวัตรประจำวันที่เห็นและชอบมากคือ ผู้คนที่ชอบใช้จักรยานเป็นพาหนะ มีทางปั่นที่สะดวก ปลอดภัย แบบว่าอากาศเย็นๆ ในหน้าร้อนของเค้าใครก็ปั่นได้ ตอนกลางวันเวลาเข้าเมืองพักกินข้าว จะพอเจอแต่คุณแม่ที่พาลูกน้อยใส่รถเข็นออกมาเดินเล่นกันเต็มไปหมด เหมือนกับว่าผู้ชายทำงานหาเงินให้เต็มที่ ไม่ต้องห่วงทางบ้านแม่ๆ ดูแลเอง ในช่วงเที่ยงขวบนแวะร้านอาหารไทย ชื่อร้าน “ผัดไทยบ้านนา” ร้านนี้ขายดีมากๆลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าฝรั่งท้องถิ่นที่ชื่นชอบรสชาติอาหารแบบไทยๆ หลังจากอิ่มท้องขวบนคาราวาน”เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า”ขับกันต่อสุดหมายที่เมือง Rovanimi ผ่านซุ้มประตูที่เป็นเหล็กมาพาดผ่านถนน แวะพักบ้านซานตาครอส เหมือนร้านฟาร์มโชคชัย มีขายของที่ระลึก ร้านอาหาร เวทีการแสดง กิจกรรมต่างๆ ที่ตื่นเต้นมากที่สุดเห็นจะเป็นเส้น “อาร์ทติก เซอเคิล”เป็นเส้นแสดงว่ากำลังจะข้ามเขตขั้วโลกเหนือแล้ว อากาศในช่วงนั้นอยู่ที่ 11 องศา หนาวเย็นโชคดีที่ไม่มีลมมีแต่เม็ดฝนโปรยปลายลงมาแบบบางๆ หลังจากนั้นเดินทางเข้าสู่ที่พัก Hotol Scandic Rovaniemi เก็บแรงพักผ่อนยังคงเหลือระยะอีกหลายร้อยกิโลครับ ในวันนี้เป็นวันที่ 5 “วันที่ 21 กันยายน 2561” ในวันนี้การเดินทาง”เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า”ต้องใช้ระยะทาง 680 กม. เดินทางจาก Rovaniemi ผ่าน Alta ถึง Honningswag วันนี้จะวันสุดท้ายที่ กลุ่ม A.จะได้ขับรถ มาสด้า CX-5 กัน เพราะเราต้องไปเจอกับ กลุ่ม B.ที่เดินทางมารอเพื่อเปลี่ยนมือรับภาระกิจกรรมในครั้งต่อไปสำหรับการเดินทางของวันสุดท้าย สภาพเส้นทางผ่านย่านชานเมือง วิ่งบนไฮเวย์ ผ่านชายแดนฟินแลนด์ที่แทบจะไม่รู้ตัวเพราะยุโรปวิ่งไปมาหาสู่กันได้ไร้พรมแดนในแถบสแกนดิเนเวีย จนเปลี่ยนมาเป็นทางชนบทแถบเรียบชายฝั่งทางตะวันออกของนอร์เวย์ที่มีวิวแปลกตา เพราะความเป็นธรรมชาติเป็นมนต์สะกดทุกๆคนใน 10 คัน บน มาสด้า CX-5 หยุดเบรกเสบความเป็นธรรมชาติที่แสนจะสวยครั้งนี้ หลังจากนั้นขวบน ”เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า”เดินทางมาถึง เมือง Honningswag เก็บสัมภาระกันอย่างรวดเร็วพร้อมด้วยเช็คอินโรงแรมเตรียมพร้อมที่จะเดินทางไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกับ กลุ่ม B. ที่มารออยู่แล้ว หลังจากมื้อค่ำเรียบร้อยเราขึ้นรถบัสพร้อมกันไปที่แหลม North Cape เพื่อไปชมแสงเหนือ ผลปรากฏว่า “เห็นชัดเลย” เป็นความโชคดีของคณะพวกเรามากๆครับ ใช่ว่ามาแล้วจะเห็นได้ตลอด อิ่มเอม มีความสุข ท้าลมหนาวกันแบบไม่กลัวตาย เพราะอุหณภูมิเหลือ 8 องศา การเดินทางมาถึงสุดท้ายๆสุดวันที่ 6 “วันที่ 22 กันยายน 2561”การเดินทาง”เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า”จบที่เมือง Honningswag เช้าเก็บสัมภาระจากห้องพักเพื่อจะบินไปยังที่ กรุง Oslo เมืองหลวงของ นอร์เวย์ พักผ่อนกันแบบสบายๆก่อนเตรียมตัวบินกลับสู่ภูมิลำเนา”ประเทศไทย” โดยสายการบินไทย 11 ชัวโมง ระยะทางในวันนี้และต่อไปต้องใช้ถึง 2 วันกว่าจะถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 24 กันยายน 2561 ท้ายสุดๆท้ายกระผมต้องขอขอบพระคุณทาง บริษัท มาสด้าเซลส์ ประเทศไทย จำกัด ที่เปิดโอกาสให้กระผมเปิดประสบณ์การตามล่าแสงเหนือในทริป”เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า”ครับ