ทวี สุรฤทธิกุล
เมื่อตั้งคำถามว่า “ส่วนที่อันตรายที่สุดของปืนคือส่วนใด?” คำตอบอาจจะมีว่า “ปลายกระบอก ลูกกระสุน และไกปืน” ซึ่งยังเป็นคำตอบที่ผิด แล้วจะเฉลยให้ทราบในตอนท้ายครับ
ถ้าจะถามว่า “ทำไม (คน) เราต้องมีปืน?” คงต้องย้อนไปดูเรื่องราวจากประวัติศาสตร์ เมื่อถามเข้าไปใน ChatGPT บอกว่าปืนมีกำเนิดมาเมื่อประมาณ 500 กว่าปีมาแล้ว จุดเริ่มต้นคือการค้นพบวิธีทำดินปืนที่เกิดขึ้นในจีนเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 ซึ่งมีการบันทึกไว้ว่ามีการนำมาจุดเฉลิมฉลองในพิธีการต่างๆ เมื่อค้นพบว่าการนำดินประสิวมาผสมถ่านไม้แล้วจุดไฟ จะทำให้มีแรงระเบิด มีเสียงดัง และมีแสงไฟสว่างไสว จากนั้นก็มีการนำไปทำธนูเพลิงเพื่อยิงใส่ข้าศึก แล้วก็มีการนำมาใส่กระบอกโลหะ อัดดินปืนแล้วใส่ลูกกระสุนเหล็ก พัฒนาเป็นปืนแบบมือถือ พร้อมๆ กับเพิ่มขนาดกระบอกโลหะทำเป็นปืนใหญ่
สูตรการทำดินปืนได้เผยแพร่เข้ามายังยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 13 พร้อมกับการประดิษฐ์คิดค้นทำปืนมือถือและปืนใหญ่ จากนั้นก็มีการพัฒนาเป็นปืนนกสับในราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 ทั้งปืนสั้นและปืนยาว ช่วงนี้ชาวยุโรปก็ออกเดินทางไปหา “สมบัติ” ไปยังดินแดนใหม่ๆ ก็ได้นำอาวุธปืนไปเผยแพร่ยังดินแดนเหล่านั้น ยิ่งมีการต่อสู้กันหรือเกิดสงครามขึ้นในดินแดนเหล่านั้นมากเท่าไร ปืนก็ยิ่งขายดี ทำให้มีการคิดค้นเทคโนโลยีให้ปืนนี้ใช้ง่ายและมีประสิทธิภาพรุนแรงขึ้น เกิดปืนแบบลูกโม่ขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่ได้ไปเป็นที่นิยมในสหรัฐอเมริกาจากการพัฒนาของบริษัทโคลท์ (Colt) ด้วยความเป็น “คาวบอย” และมีเสรีภาพในการพกพาอาวุธ จากนั้นก็เกิดปืนแบบกึ่งอัตโนมัติ คือมีระบบป้อนกระสุนและยิงได้อย่างต่อเนื่อง ที่เรียกว่าปืนแมกกาซีน ที่พัฒนาขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อเนื่องด้วยการพัฒนาปืนกล จากขนาดใหญ่ที่ต้องตั้งบนรถบรรทุก มาจนถึงขนาดพกพาที่เป็นปืนประจำตัวของทหารตำรวจ
เราคงจะรู้จักรางวัลที่ยิ่งใหญ่รางวัลหนึ่งของโลก นั่นคือ “รางวัลโนเบล” นี่ก็เกิดจากบุคคลที่ค้นพบการสร้างระเบิดไดนาไมต์ ที่ชื่อว่า อัลเฟรด โนเบล นักเคมีชาวสวีเดน ที่เขาค้นพบการทำไดนาไมต์ใน ค.ศ. 1867 โดยได้นำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในตอนแรก โดยเฉพาะการระเบิดขุดแร่ การทำถนนหนทาง และการก่อสร้าง แต่ต่อมาได้มีการนำไปพัฒนาเป็นอาวุธ ทำให้มีคนตายจำนวนมาก โนเบลเองก็ได้รับเรียกขานจากสื่อในสมัยนั้นว่า “พ่อค้าความตาย” ว่ากันว่านี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขา “สำนึกบาป” แม้ว่าจะไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของเขา ใน ค.ศ. 1895 ก่อนที่โนเบลจะเสียชีวิตเพียง 1 ปี เขาได้เขียนเป็นพินัยกรรมยกทรัพย์สินของเขาตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิ โดยมีทายาทบางส่วนคัดค้าน จนถึงปี ค.ศ. 1900 จึงจัดตั้งได้สำเร็จ มีการให้รางวัลแก่นักวิทยาศาสตร์ใน 5 สาขา และมีสาขาพิเศษอีก 1 คือ “สาขาสันติภาพ” สมดังปณิธานของเขาที่ไม่ได้ต้องการให้คนจดจำเขาในบางสิ่งที่เขาได้ทำไป แต่อยากให้จดจำกันว่า “ควรจะทำอะไรแก่โลกนี้ต่อไป”
ผู้เขียนเป็นคนที่ “กลัวปืน” มากๆ ทั้งที่ในสมัยเด็กๆ ก็เคยชอบเล่นปืนแก๊ปและตีแก๊ป (คือเอาแก๊ปหรือดินระเบิดอัดเม็ด หุ้มกระดาษเป็นแผ่นๆ สามารถแกะออกมาได้เป็นเม็ดๆ ไปทุบให้แตกมีเสียงดัง และต่อมาได้พัฒนาให้เป็นแก๊ปเม็ดเล็กๆ กลมๆ หุ้มกระดาษฟางบางๆ สีต่างๆ เรียกว่า “เม็ดมะยม” เวลาจะเล่นก็โยนอัดเข้าไปที่วัตถุที่มีพื้นผิวแข็งๆ ส่วนมากก็คือพื้นปูนหรือผนังอิฐ ก็จะเกิดเสียงดังพอสมควร แต่ก็มีคนที่ห่ามๆ เอามาอัดใส่เพื่อนหรือแกล้งผู้คน เป็นอันตรายพอสมควร) ตอนอยู่ประถม 3 สอบได้ที่ 1 พ่อให้รางวัล 20 บาท (ค่าเงินในสมัย พ.ศ. 2510 ก๋วยเตี๋ยวชามละบาทถึงบาทห้าสิบ ปัจจุบันชามละ 40–50 บาท ดังนั้นถ้าเทียบเป็นเงินในสมัยนี้ 20 บาทสมัยนั้นก็คือ 1,000 บาทในสมัยนี้นั่นเอง) ผู้เขียนเอาไปซื้อแก๊ปมาเล่นจนหมด พอพ่อรู้ก็โดนตีเสียน่วม ในสมัยนั้นที่บ้านนอกมีการเข้าป่าล่าสัตว์ ผู้เขียนก็เคยตามผู้ใหญ่ไปยิงนกยิงอีเห็น (สัตว์จำพวกชะมด ชอบเกาะนอนอยู่บนต้นไม้ คนอีสานล่าเอาเนื้อมากิน ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว) ยังเคยช่วยอัดดินปืนและกระสุนใส่ปืนยาวให้พวกผู้ใหญ่นั้นด้วย ปืนเหล่านี้ส่วนใหญ่ชาวบ้านทำขึ้นเอง ที่บ้านของปู่ของผู้เขียนด้ามปืนแกะจากไม้ขนุนลงแล็กเกอร์สีเข้ม ขัดเงา สวยงามมาก
เข้ามากรุงเทพฯ เรียนต่อชั้นมัธยม ตอนนั้นเป็นยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516 นักเรียนมัธยมหลายโรงเรียนมีชื่อว่า “ซ่า” และแอบทำระเบิด ทั้งระเบิดพลาสติกที่ใช้พลาสติกรัดห่อดินปืนให้แน่น และระเบิดขวดคือเอาดินปืนอัดใส่ขวดแก้ว (ที่นิยมสมัยนั้นคือขวดยาดื่มชูกำลัง) แล้วใส่ตะปูหรือเม็ดตะกั่วเข้าไปด้วย ไปขว้างใส่นักเรียนโรงเรียนคู่อริ ที่โรงเรียนของผู้เขียนนั้น พวกมือทำระเบิดจะแอบไปใช้กุฏิในวัดผลิตระเบิดเหล่านี้ ครั้งหนึ่งเกิดอุบัติเหตุ คนทำนิ้วขาดรุ่งริ่ง ทางโรงเรียนและวัดจึงมีการตรวจตราอย่างเข้มข้น ที่สุดก็ไม่มีการผลิตอีก แต่ความบ้าคลั่งของวัยรุ่นพวกนี้ก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ ถึงขั้นที่มีการขึ้นรถเมล์มายิงเข้าใส่กัน หรือไล่ตีกันตามสถานที่สาธารณะในย่านใกล้ๆ โรงเรียน จนถึงหลังเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่คณะรัฐประหารเอาจริงในการจัดการพวกนิสิตนักศึกษา (รวมถึงนักเรียน) ที่เกเร เรื่องความรุนแรงในการใช้อาวุธก็ซาลง
พ.ศ. 2519 ผู้เขียนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย รุ่นพี่บังคับให้เลือกเล่นกีฬาเพื่อส่งเข้าเล่นกีฬาน้องใหม่กับนิสิตปีหนึ่งคณะอื่นๆ ผู้เขียนเลือกเล่นฟันดาบฝรั่งกับยิงปืนอัดลม ที่เลือกฟันดาบฝรั่งเพราะไปแอบดูรุ่นพี่เขาซ้อมแล้วเท่ดี ชุดที่ใส่ก็สวย ท่าทางและการเข้าทำก็ไม่เจ็บมาก ส่วนยิงปืนก็ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน ซ้อมกันอย่างจริงจังอยู่หลายอาทิตย์ ตอนแข่งก็ได้เหรียญมาบ้าง เป็นเหรียญทองแดงจากฟันดาบและเหรียญเงินจากยิงปืน ยังแอบภูมิใจว่าเรานี่ก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง และเคยชอบการยิงปืนอยู่พักใหญ่
ผู้เขียนมาไม่ชอบปืนจนถึงขั้น “กลัวปืน” ก็ในตอนที่ได้ติดตามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปหาเสียงให้กับพรรคกิจสังคมในภาคใต้ใน พ.ศ. 2526 ตอนนั้นเป็นช่วงหลังการประกาศนโยบาย 66/2523 ที่ให้คอมมิวนิสต์ในป่าออกมามอบตัวเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” วันหนึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้แวะไปเยี่ยม “เกลอเก่า” ที่วัดมัชฌิมาวาส จังหวัดสงขลา ซึ่งก็คือเจ้าคุณพระราชรัชมงคลโกศล และได้สนทนากันเรื่องปัญหาต่าง ๆ ของภาคใต้อยู่นาน โดยเฉพาะปัญหาผู้ก่อการร้ายและความรุนแรงในภาคใต้ ที่ท่านเจ้าคุณเน้นว่า ปัญหาทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นเกิดจาก “ปืน” ช่วงหนึ่งท่านเจ้าคุณถามท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ว่า “รู้ไหมว่าส่วนไหนของปืนที่อันตรายที่สุด” ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่ตอบ ท่านเจ้าคุณจึงบอกว่า “ก็ที่ด้ามปืนนั่นแหละ”
“ที่ด้ามปืนก็คือมือของคนถือ อยู่ที่ว่าเป็นคนดีหรือคนร้าย และจะชี้ด้ามปืนนี้ไปทางไหน วิธีแก้ก็คือวางปืนแล้วเอามือออกจากปืนนั้นเสีย ความสุขสงบก็จะเกิดขึ้น”
ใครจะปกครองบ้านเมืองโปรดคิดให้ดีที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องปืน อย่างเช่นอย่าไปว่าคนที่ขโมยปืนว่าเป็น “โจรกระจอก” หรือนายกรัฐมนตรีบางคนสมัยที่พ่อตัวเองเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยก็เคยอนุมัติให้มีการนำเข้าปืนค้าขายปืนกันอย่างเอิกเกริก แต่มาสมัยนี้มาทำ “สะดิ้ง” ไม่ให้ใช้ปืนยิงโจรที่บุกรุกเข้าบ้าน
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยพิสูจน์ให้เห็นชัดมาหลายครั้งแล้วว่า “อำนาจเกิดจากปลายกระบอกปืน” และปลายกระบอกปืนเหล่านั้นก็กำลังหันมายังคนที่คิดไม่ดีต่อประเทศชาติ จงทำตัวดีๆ อย่าได้คิดกระทำย่ำยีแก่ประเทศนี้ต่อไปเลย
#ประวัติศาสตร์ปืน #ประวัติศาสตร์ #ดินปืน #อาวุธปืน #ปืน #ความรุนแรง #การเมืองไทย #สังคมไทย #บทเรียนจากประวัติศาสตร์ #สยามรัฐออนไลน์ #Siamrathonline








