ทวี สุรฤทธิกุล
ประเทศไทยตอนนี้โรคเยอะ รัฐบาลส่วนใหญ่ชอบแก้ปัญหาแบบ “เลี้ยงไข้” หรือไม่ก็รอระฆังช่วย แบบมีเรื่องอื่นมากลบเรื่องเก่า อย่างเรื่องโรคภาคใต้ที่จะมาว่ากันต่อไป
เหตุการณ์ในภาคใต้มีความรุนแรงมากใน พ.ศ. 2547 ตั้งแต่ต้นปี คือในวันที่ 4 มกราคม ได้เกิดการปล้นปืนที่ค่ายทหารในจังหวัดนราธิวาส ได้ปืนและอาวุธต่าง ๆ ไปเป็นจำนวนมาก (ตามมาด้วยการให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในตอนนั้นว่า “พวกโจรกระจอก”) เจ้าหน้าที่ของไทยออกไล่ล่าอย่างดุเดือด พอถึงวันที่ 28 เมษายน ผู้ก่อการร้ายก็ทำการแก้แค้น ด้วยการบุกยึดสถานที่ต่าง ๆ ทั้งค่ายทหารและสถานที่ราชการ รวม 11 แห่ง รวมถึงมัสยิดกรือเซะที่อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ผู้ก่อการร้าย 32 คนถูกปิดล้อมและถูกยิงตายทั้งหมด
กระทั่งในวันที่ 25 ตุลาคม มีการจับชาวบ้านไปขังที่สถานีตำรวจตากใบ จังหวัดนราธิวาส ชาวบ้านอื่น ๆ ก็มาชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อย แต่เจ้าหน้าที่ก็เข้าปราบปราม มีการขนย้ายผู้ชุมนุมจากสถานีตำรวจตากใบ จังหวัดนราธิวาส ที่มาชุมนุมกันนับพันคน มัดมือไพล่หลัง ให้นอนทับกองกัน ขึ้นรถบรรทุกหลายคัน จะเอาไปขังที่ค่ายทหารในจังหวัดยะลา ที่อยู่ห่างไป 150 กิโลเมตร พอไปถึงและขนคนลงจากรถ ก็พบว่ามีคนตายถึง 78 คน
ผู้คนทั่วประเทศประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างรุนแรง รัฐบาลของนายทักษิณจึงหาทางออก “แก้เกี้ยว” ด้วยการให้ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ในตอนต้นปี พ.ศ. 2548 ที่ไปขอร้องให้นายอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นประธาน โดยให้นายอานันท์เลือกคณะกรรมการได้ตามใจชอบ คณะกรรมการทำงานอย่างละเอียดและรวดเร็ว และมีรายงานออกมาส่งถึงรัฐบาลในตอนปลายปี 2548 นั่นเอง (ทราบว่าที่ทำได้รวดเร็วเพราะปัญหาภาคใต้นี้มีการศึกษาทั้งจากคนในพื้นที่และนักวิชาการต่าง ๆ ไว้มากแล้ว ชุดของนายอานันท์ก็ได้รวบรวมและตรวจสอบ พร้อมรับฟังหาข้อมูลเพิ่มเติม และจัดทำข้อเสนอได้อย่างละเอียด โดยมีข้อเสนอถึงรัฐบาลใน 9 นโยบาย จำนวน 49 ข้อ) แต่ก็มีข้อโต้แย้งจากรัฐบาลบางเรื่อง จึงไม่ได้มีการนำไปใช้ จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549
ภายหลังที่มีการรัฐประหาร สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อการแก้ปัญหาภาคใต้ขึ้นชุดหนึ่ง โดยได้นำรายงานของ กอส. มาใช้หลายส่วน โดยเฉพาะใน 3 เรื่องใหญ่ ๆ หนึ่ง คือเรื่องการสร้างความยุติธรรม สอง คือเรื่องการปกครองและการพัฒนาเป็นพื้นที่พิเศษ และสาม คือเรื่องการศึกษาและวัฒนธรรม โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อได้รับทราบรายงานที่คณะกรรมาธิการได้แถลงและส่งรายงานให้แล้ว ก็ได้ส่งต่อไปยังรัฐบาลตามขั้นตอน
ซึ่งเรื่องการสร้างความยุติธรรมก็ได้มีการเร่งรัดให้มีการนำคดีผู้กระทำผิดในการสังหารหมู่บนรถบรรทุกผู้ชุมนุมที่สถานีตำรวจตากใบขึ้นสู่ศาล โดยมีผู้ต้องหานับร้อย ๆ คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่กรณีนี้ก็ยืดเยื้อมาอีก 20 ปี จนคดีหมดอายุความใน พ.ศ. 2567 (ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ที่เป็นปีเดียวกันกับการกลับเข้ามาประเทศไทยของนายทักษิณนั่นเอง)
ต่อมาคือเรื่องการปกครองและพัฒนาเป็นพื้นที่พิเศษ คณะกรรมาธิการได้ปรับข้อเสนอของ กอส. ที่ต้องการให้มีการกระจายอำนาจและปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองของท้องถิ่นบางส่วน ซึ่งถูกต่อต้านว่าจะทำให้เกิดการแบ่งแยกการปกครอง คณะกรรมาธิการก็ให้เน้นไปที่การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษเสียก่อน ด้วยการเร่งระดมให้มีอุตสาหกรรมและธุรกิจจำนวนมากเข้าไปในพื้นที่ เพื่อให้มีการสร้างงาน เพิ่มรายได้ และปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ ลดการแทรกซึมจากผู้ก่อการร้าย และสร้างความยุติธรรมโดยทางอ้อม ซึ่งก็มีผู้ที่เห็นด้วยพอสมควร ถึงขั้นที่จะมีการสร้างแลนด์บริดจ์ที่ทะเลสาบสงขลา และแผนพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้ามายังพื้นที่ แต่พอเปลี่ยนรัฐบาล ไอเดียเหล่านี้ก็เหมือนจะไม่ได้รับความสนใจอีก อย่างเช่นแลนด์บริดจ์ที่ทะเลสาบสงขลาก็ถูกกลบด้วยแผนรื้อฟื้นการขุดคลองกระที่จังหวัดระนอง และท่าเรือน้ำลึกที่ทวายในพม่า แต่ต่อมาก็ถูกกลบด้วยเรื่องการทำแลนด์บริดจ์ระหว่างระนองกับชุมพร (ล่าสุดรัฐบาลชุดนี้ของนายอนุทิน ชาญวีระกูล ก็เพิ่งจะล้มเลิกโครงการนี้ไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา) ปัญหาการพัฒนาภาคใต้จึงยังอยู่ในความมืดมนนี้ต่อไป
เรื่องสุดท้ายคือการศึกษาและวัฒนธรรม น่าจะเป็นอีกเรื่องเดียวที่ยังพอมีหวัง แต่คงจะต้องใช้เวลาพอสมควร ทั้งนี้คนที่มาจุดประกายก็คืออดีตผู้นำทหารในสมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ที่เพิ่งจะมาเปิดใจพูดให้อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พลเอก 2549 ซึ่งมีผู้เขียนร่วมอยู่ด้วยคนหนึ่งนั้น ในคราวที่มีการเลี้ยงสังสรรค์กันเมื่อหลังวันสงกรานต์ปีนี้ โดยผู้เขียนในฐานะพิธีกรของงานได้เชิญท่านให้มาพูดถึงเรื่อง “ความในใจ” ที่ท่านอยากทำเพื่อบ้านเมืองสักเรื่อง โดยท่านได้พูดถึงเรื่องปัญหาภาคใต้ที่ท่านยังค้างคาใจ แต่ก็คงไม่มีโอกาสได้ทำแล้ว (ท่านบอกว่าท่านแก่แล้ว และหมดกำลัง “ทหาร” ที่จะทำแล้ว ฮ่า ๆ)
ท่านบอกว่าไม่นานมานี้ ท่านได้เดินทางไปเยือนจีน จีนเขาจัดการปัญหาชาวอุยกูร์ที่มณฑลซินเจียง ในเขตชายแดนภาคเหนือ ด้วยการ “ประสานวัฒนธรรมแบบมีแกนสังคมหลัก” คือให้ใช้ความเป็นจีนเป็นแกนหลัก ที่สำคัญคือภาษาจีนและความรักชาติ “จีน” ดังนั้นจึงมีการบังคับให้คนอุยกูร์เรียนภาษาจีนเป็นหลัก พร้อมกับการ “สร้างความเป็นจีน” ขึ้นอย่างเข้มข้น ซึ่งผ่านมาสิบกว่าปีนี้ก็สำเร็จไปได้มาก อย่างน้อยก็ไม่เกิดความกระด้างกระเดื่องหรือก่อการรุนแรงเพื่อการแบ่งแยกดินแดนเช่นแต่ก่อน รวมถึงการเคลื่อนไหวในต่างประเทศก็ลดลงไปมาก โดยที่ชาวอุยกูร์ก็ยังรักษาวัฒนธรรมประเพณีของการเป็นมุสลิมไว้ได้ ซึ่งภาครัฐก็ต้องทำงานอย่างทุ่มเท เพื่อทำให้คนอุยกูร์เห็นว่ารัฐบาลจีน “เอาใจใส่” และให้ความสำคัญกับชาวอุยกูร์อย่างแท้จริง เพื่อให้ชาวอุยกูร์มีความมั่นใจว่า ถ้าเป็นคนจีนด้วยกันแล้วจะมีการพัฒนาด้วยดีไปด้วยกัน และมีความสงบสุขไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
พลเอก สนธินั้นท่านเป็นชาวมุสลิมด้วยคนหนึ่ง ท่านบอกว่าท่านเกิดที่กรุงเทพฯ ท่านบอกว่ามุสลิมกรุงเทพฯ ก็เคยมีปัญหากับรัฐไทยมามาก สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่มุสลิมในภาคใต้ถูกกวาดต้อนขึ้นมาอยู่ตามทุ่งนาป่าเขารอบ ๆ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นแรงงานต่าง ๆ นั้น ก็เคยมีความขัดแย้งกับคนไทยบ่อยครั้ง เช่น กบฏแขกมักกะสัน เป็นต้น แต่สุดท้ายก็ยังสามารถหลอมรวมเข้ากับคนไทยได้ และมีคนมุสลิมเป็นจำนวนมากที่ได้เติบโตเจริญรุ่งเรืองอยู่ในหลาย ๆ แวดวง เช่นตัวท่านเองที่เป็นทหารและเคยเป็นผู้นำของไทยนี้
ขอจบเรื่องการแก้ปัญหาภาคใต้ด้วยแนวคิดของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ท่านบอกว่า “ถ้ารู้สมุติฐานหรือสาเหตุของโรคแล้ว ก็สามารถรักษาได้ทุกโรค และต้องรักษาไปทีละโรค” ที่ผู้เขียนคิดว่าสาเหตุใหญ่ก็คือความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจของคนมุสลิมที่มีต่อรัฐไทยที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน เพราะเท่าที่รู้ผู้นำของไทยในยุคนี้ ยังคงสร้างความเกลียดชังให้เกิดแก่คนในพื้นที่ ตั้งแต่ที่อดีตนายกรัฐมนตรีนักโทษชายได้ “ถ่มถุย” ไว้บนแผ่นดินว่า “พวกโจรกระจอก” มาจนถึงยุค “นายกฯ ทาสเขากระโดง” ที่เอารัฐมนตรีและนักการเมืองสีเทาจากภาคใต้มาเลี้ยงขุนไว้ในทำเนียบรัฐบาล
โรคภาคใต้รักษาหายได้ถ้าคนเทา ๆ พวกนี้หายไป เพียงแต่นายกรัฐมนตรีคนไหนคิดอยากจะทำบ้างเล่า?








