ผศ. ดร. พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง “ความเป็นหนึ่ง” ใน “องค์กร” ความว่า ในช่วงเวลาที่องค์กรต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และความคาดหวังของผู้คน แล้วจะทำอย่างไรให้คนทั้งองค์กรพร้อมก้าวไปด้วยกัน เพราะความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้บริหารคนเดียว หรือจำนวนบุคลากรที่เก่งเท่านั้น ทว่าขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำความรู้ ประสบการณ์ และพลังของทุกคนมารวมกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน สิ่งนี้คือ “ความเป็นหนึ่ง” หรือ “Unity”
สำหรับมหาวิทยาลัย ความเป็นหนึ่งมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยคนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมุมมองที่หลากหลาย ความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรค หากเป็นทุนสำคัญขององค์กร มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่ที่ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่ควรเป็นพื้นที่ที่คนซึ่งคิดต่างสามารถใช้เหตุผล ใช้ความรู้ และใช้ปัญญาทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ที่ใหญ่กว่าตนเองได้ ดังนั้น ความเป็นหนึ่งคือการทำให้ความแตกต่างสามารถอยู่ร่วมกันและสร้างคุณค่าให้องค์กรได้
ประสบการณ์ในการบริหารทำให้เห็นอยู่เสมอว่า ปัญหาของหลายองค์กรไม่ได้เกิดจากการขาดคนเก่ง ตรงกันข้ามหลายแห่งมีคนเก่งจำนวนมาก แต่ต่างคนต่างเก่ง ต่างหน่วยงานต่างทำงาน และต่างฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับเป้าหมายของตนเอง เมื่อเป็นเช่นนั้น พลังขององค์กรจะถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ทุกหน่วยอาจประสบความสำเร็จในพื้นที่ของตน แต่ผลรวมของความสำเร็จเหล่านั้นอาจไม่ตอบโจทย์ความสำเร็จสูงสุดขององค์กร
ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญกับ “ความเป็นหนึ่งเดียวขององค์กร” เพราะองค์กรที่มีคนเก่งจำนวนมาก อาจไม่เข้มแข็งเท่าองค์กรที่สามารถทำให้คนเก่งเหล่านั้นรวมพลังกันได้ การสร้าง Unity ต้องเริ่มจากการทำให้บุคลากรเห็นภาพใหญ่ร่วมกันว่า องค์กรอยู่ตรงไหน กำลังเผชิญอะไร และต้องการไปถึงจุดใด ที่สำคัญทุกคนต้องมองเห็นว่างานของตน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนเชื่อมโยงกับเป้าหมายขององค์กร เมื่อคนเห็นความหมายของงานแล้วก็จะไม่ได้ทำงานเพียงเพราะเป็น “หน้าที่” แต่จะเริ่มรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จขององค์กร
ความเป็นหนึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้บริหารระดับสูงกำหนดทิศทางและสร้างความเชื่อมั่น ผู้บริหารระดับกลางต้องเชื่อมโยงนโยบายกับการปฏิบัติ หัวหน้างานต้องทำให้คนเข้าใจเป้าหมายและทำงานร่วมกันได้ ส่วนบุคลากรทุกระดับคือผู้ทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้บริหารระดับสูงต้องสร้าง “ทิศทางร่วม” ผู้บริหารระดับกลางสร้าง “ความเข้าใจร่วม” หัวหน้างานสร้าง “การทำงานร่วม” และทุกคนต้องมี “ความรับผิดชอบร่วม”
ในมหาวิทยาลัย เรามักให้ความสำคัญกับอาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรวิชาการ แต่ในความเป็นจริง มหาวิทยาลัยจะดำเนินงานไม่ได้หากขาดบุคลากรสายสนับสนุน เจ้าหน้าที่การเงิน ทะเบียน เทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้ดูแลอาคารสถานที่ และผู้ปฏิบัติงานอีกจำนวนมาก องค์กรไม่ควรทำให้ใครรู้สึกว่าเป็น “ส่วนเล็ก ๆ ที่ไม่มีความสำคัญ” เพราะเมื่อใดที่คนหนึ่งคนรู้สึกว่าตนไม่มีคุณค่า เมื่อนั้นองค์กรกำลังสูญเสียพลังของคนไปหนึ่งส่วน ผู้บริหารต้องทำให้ทุกคนเห็นว่า ‘ทุกตำแหน่งมีคุณค่า และคุณค่านั้นจะสมบูรณ์เมื่อเชื่อมโยงกับคุณค่าของผู้อื่น’
อีกความท้าทายหนึ่งขององค์กรขนาดใหญ่คือ การทำงานแบบแยกส่วน หรือไซโล (Silo) เราอาจคุ้นชินกับคำว่า “คณะของเรา” “สำนักของเรา” “กองของเรา” หรือ “ผลงานของเรา” ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะความรับผิดชอบต่อหน่วยงานเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าให้ความรู้สึกว่า “นี่คือหน่วยงานของเรา” ใหญ่กว่าความรู้สึกว่า “นี่คือองค์กรของเรา” บางครั้งองค์กรไม่ได้สูญเสียพลังให้แก่คู่แข่งขันภายนอก แต่กลับสูญเสียพลังไปกับการรักษาพื้นที่ การไม่แบ่งปันข้อมูล หรือการพิสูจน์ว่าใครสำคัญกว่าใคร ทั้งที่พลังเหล่านี้ควรถูกเปลี่ยนมาใช้กับคำถามว่า “งานนี้จะสร้างประโยชน์ให้องค์กรอย่างไร และใครบ้างที่จะเข้ามาช่วยให้สำเร็จได้”
ตัวอย่างจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่สะท้อนแนวคิดเรื่องความเป็นหนึ่งในองค์กรได้อย่างชัดเจน คือ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยคณะ หน่วยงาน คณาจารย์ นักวิจัย บุคลากร และนักศึกษาที่มีความหลากหลาย แต่สามารถสร้างทิศทางร่วมผ่านระบบธรรมาภิบาลแบบมีส่วนร่วม (Shared Governance) โดยเปิดโอกาสให้คณาจารย์มีบทบาทในการกำหนดนโยบายทางวิชาการ พัฒนาหลักสูตร และร่วมให้คำปรึกษาต่อฝ่ายบริหาร ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยยังส่งเสริมโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา เช่น การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน กรณีของ UC Berkeley แสดงให้เห็นว่า ความเป็นหนึ่งคือการทำให้คนที่มีความแตกต่างสามารถนำความรู้และความสามารถของตนมาร่วมกันขับเคลื่อนพันธกิจของมหาวิทยาลัยได้อย่างเป็นระบบและมีความรับผิดชอบร่วมกัน
ตัวอย่างอื่นจากองค์กรระดับโลก อาทิ Toyota ให้ความสำคัญกับบุคลากรหน้างานในฐานะส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาคุณภาพ เมื่อพบปัญหา ทุกคนมีสิทธิและหน้าที่ทำให้ปัญหานั้นถูกมองเห็นและได้รับการแก้ไข แนวคิดสำคัญคือการทำให้คนรู้สึกว่า ปัญหาขององค์กรเป็นเรื่องที่ทุกคนมีส่วนรับผิดชอบ ขณะที่ Pixar แสดงให้เห็นว่า ความเป็นหนึ่งไม่ได้แปลว่าต้องเห็นตรงกันเสมอไป ความเห็นต่างสามารถเป็นต้นทุนของความคิดสร้างสรรค์ได้ หากทุกคนมุ่งให้งานดีขึ้น ไม่ใช่มุ่งเอาชนะกัน ส่วนกรณีภารกิจ Apollo 13 ของ NASA แสดงให้เห็นว่า เมื่อองค์กรเผชิญวิกฤต เส้นแบ่งของตำแหน่งและหน่วยงานจะมีความสำคัญน้อยลง ทุกฝ่ายต้องรวมความรู้และความสามารถภายใต้เป้าหมายเดียว จนวิธีคิดเปลี่ยนจาก “ไม่ใช่งานของฉัน” ไปเป็น “ภารกิจของเรา”
อย่างไรก็ตาม ความเป็นหนึ่งจะเกิดขึ้นยากถ้าปราศจาก ความไว้วางใจ (Trust) บุคลากรต้องเชื่อมั่นว่าผู้บริหารมีความยุติธรรม ผู้บริหารต้องเชื่อมั่นว่าบุคลากรพร้อมรับผิดชอบ เพื่อนร่วมงานต้องเชื่อว่าจะไม่ถูกทอดทิ้งเมื่อเกิดปัญหา และทุกคนต้องเชื่อว่าความสำเร็จของส่วนรวมจะไม่ถูกนำไปเป็นความสำเร็จของคนเพียงบางคน ความไว้วางใจไม่สามารถสร้างได้ด้วยคำสั่ง แต่ต้องสะสมจากการรักษาคำพูด ความโปร่งใส การให้เกียรติ การรับฟัง และการยอมรับความผิดพลาด
ในวันที่ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เราอาจยังไม่เห็นชัดว่าองค์กรมี Unity มากเพียงใด แต่เมื่อเกิดปัญหา เมื่อทรัพยากรมีจำกัด หรือเมื่อองค์กรต้องเผชิญกับเรื่องที่ไม่มีใครสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง ความแตกต่างดังกล่าวจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่างคนที่ถามว่า “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับฉัน” กับคนที่ถามว่า “ฉันจะช่วยอะไรองค์กรได้บ้าง” สองคำถามนี้สะท้อนวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกันอย่างมาก
ในทางการบริหาร นอกเหนือจากการทำให้บุคลากร “ทำงานให้กับองค์กร” ก็คือการทำให้บุคลากรรู้สึกว่า “เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร” เมื่อทุกคนในองค์กรรู้สึกเช่นนั้น ก็จะมองไกลกว่าขอบเขตหน้าที่ของตนเอง สนใจว่าสิ่งที่ทำส่งผลต่อผู้อื่นอย่างไร และพร้อมนำความสามารถของตนมาช่วยให้องค์กรเดินหน้า ดังนั้น “ความเป็นหนึ่ง” ใน “องค์กร” ก็คือพลังความสามัคคีขององค์กรร่วมกับความสามารถขององค์กรในการเปลี่ยนความแตกต่างให้เป็นพลัง เปลี่ยนความสามารถของแต่ละคนให้เป็นพลังร่วม และเปลี่ยนพลังร่วมนั้นให้เป็นพลังสร้างสรรค์ที่นำพาองค์กรก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงครับ








