ทุกความเคลื่อนไหวของตำแหน่ง "ปลัดกระทรวง" มักถูกสังคมจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะชื่อของบุคคลที่ได้รับเสนอและแต่งตั้ง จะสะท้อนถึงทิศทางนโยบาย และการจัดดุลอำนาจระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำ
โดยเฉพาะเก้าอี้ “ปลัดกระทรวงพลังงาน” ที่กำลังเกิดปรากฏการณ์ฝุ่นตลบอย่างคาดไม่ถึง เมื่อแคนดิเดตเบอร์หนึ่งอย่าง “ดร.ณัฐพล รังสิตพล” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกลางที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา เปิดทางให้ปรากฏการณ์ม้ามืดก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
1. ไม่รับสายนายกฯ และรัฐมนตรี เพราะลืมโทรศัพท์ ?
เดิมทีโครงสร้างการโยกย้ายถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระบบ โดยมีกระแสข่าวว่า “ดร.ณัฐพล” จะได้รับการเสนอชื่อข้ามห้วยมาเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน
แต่เกิดการสะดุดในขั้นตอนธุรการ เมื่อเลขาธิการ ครม. ทักท้วงเรื่องเอกสารเซ็นยินยอมที่ยังไม่สมบูรณ์ และเมื่อมีความพยายามต่อสายตรงจากแกนนำในรัฐบาล รวมถึงนายกฯ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า กลับกลายเป็นว่าไม่สามารถติดต่อ “ดร.ณัฐพล” ได้ โดยมีคำชี้แจงในเวลาต่อมาว่า เกิดจากเหตุ "ลืมโทรศัพท์มือถือไว้ในรถ"
ในทางการเมือง ปรากฏการณ์นี้ถูกตีความไปไกลกว่าเรื่องความผิดพลาดทางเทคนิค ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องรอยร้าวในการทำงานระหว่าง รมว.อุตสาหกรรม และปลัดกระทรวงฯ
การขาดการติดต่อในห้วงเวลาสำคัญ จึงส่งผลให้มติ ครม. ต้องถูกถอนออกไปก่อน และสร้างสุญญากาศที่เปิดโอกาสให้มีรายชื่อใหม่ถูกโยนเข้ามา หนึ่งในนั้นคือ "ฉันทานนท์ วรรณเขจร"
2. เปิดโปรไฟล์ "ฉันทานนท์" อดีตหน้าห้อง “เนวิน ชิดชอบ”
“ฉันทานนท์ วรรณเขจร” ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ซึ่งเป็นเสมือน "คลังสมอง" ด้านข้อมูลและนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การปรากฏชื่อแคนดิเดตจากสายกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเตรียมก้าวเข้าสู่กระทรวงเชิงเทคนิคอย่างกระทรวงพลังงาน จึงเป็นประเด็นที่สร้างความน่าสนใจในเชิงยุทธศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง
จุดตัดสำคัญที่ทำให้ชื่อของ “ฉันทานนท์” มีความแข็งแกร่ง คือประสบการณ์ในอดีตที่เคยทำหน้าที่เป็นคณะทำงานใกล้ชิด (หน้าห้อง) ของฝ่ายบริหารทางการเมืองในยุคที่ “เนวิน ชิดชอบ” ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์
การมีประสบการณ์ทำงานใกล้ชิดกับระดับผู้นำจิตวิญญาณพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาลในปัจจุบัน ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นข้าราชการสายเทคโนแครตที่เข้าใจทั้งระเบียบปฏิบัติของระบบราชการ และจังหวะก้าวของการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก
นี่คือคุณสมบัติสำคัญที่ฝ่ายนโยบายมักมองหา เมื่อต้องการส่งบุคคลเข้าไปบริหารจัดการกระทรวงขนาดใหญ่ที่มีความท้าทายสูง
กระทรวงพลังงานถือเป็นหนึ่งในกระทรวงยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบมหาศาล ทั้งจากโครงสร้างราคาพลังงาน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในกำกับ
การวางตัว "ผู้บริหาร" ที่มีสายสัมพันธ์อันดีและมีความเข้าใจในทิศทางของฝ่ายนโยบาย ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลอาจกำลังต้องการผู้ประสานงานระดับสูง ที่สามารถบริหารจัดการโครงสร้างเชิงภาพรวมและสร้างเอกภาพระหว่างกระทรวงกับทิศทางของรัฐบาล มากกว่าการใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางลงไปกำกับงานด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียว
3. การจัดดุลอำนาจ
การพิจารณาดันข้าราชการต่างกระทรวงข้ามสายงานมาเป็นเบอร์หนึ่งของกระทรวงพลังงาน ถือเป็นสิทธิและอำนาจที่กระทำได้ตามกฎหมาย หากผ่านความเห็นชอบจาก ครม. ทว่าในมิติของการบริหารทรัพยากรบุคคล นี่คือความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง
การนำบุคคลภายนอกเข้ามา ย่อมหมายถึงการก้าวข้ามแคนดิเดตระดับลูกหม้อภายในกระทรวง ทั้งจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน หรือสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ซึ่งล้วนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและเติบโตมาตามสายงานโดยตรง
พรรคอกนนำรัฐบาลจึงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่าง "ความคล่องตัวในการสนองนโยบาย" กับ "ความสมานฉันท์และขวัญกำลังใจของข้าราชการประจำ"
ในห้วงเวลาที่ฝุ่นทางการเมืองยังตลบ สังคมยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ท้ายที่สุดแล้ว การแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ จะออกมาในรูปแบบใด จะเป็นการเลือกเดินหมากที่สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยนักบริหารข้ามห้วย หรือจะกลับมาใช้สูตรเดิมเพื่อรักษาเสถียรภาพภายในองค์กร
การประชุม ครม. ในวันที่ 25 สิงหาคม จะให้คำตอบอย่างชัดเจน !
(หมายเหตุ วันที่ 18 สิงหาคม นายกฯ ยังปฎิบัติภารกิจอยู่ที่ต่างประเทศ จึงคาดว่า จะมีการนำเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายปลัดกระทรวงพลังงาน และปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้า ครม. ในวันที่ 25 สิงหาคม 69)
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








