คนโลกสวย/ทวี สุรฤทธิกุล
โลกคือสังคมที่ใหญ่ที่สุด รองลงไปคือชาติต่าง ๆ จนถึงสังคมในระดับเล็กสุดก็คือ “ครอบครัว”
กรณีการกราดยิงครูและนักเรียนในโรงเรียนชื่อดังของจังหวัดนนทบุรีเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน มีหลายคนวิเคราะห์วิจารณ์ว่าน่าจะเกิดจากปัญหาครอบครัวด้วยส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของการเลียนแบบเอาอย่าง อย่างที่เกิดขึ้นในบางประเทศ ดังนี้เรื่องที่เกิดในครอบครัวก็ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของโลกด้วยเช่นกัน
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งจะมาเกิด เพียงแต่ว่ามาเกิดในยุคโซเชียลมีเดียกำลังฮอตฮิต ใคร ๆ ก็อยากจะพูดคุยกันเรื่องนี้ ทั้งที่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย และที่อยากจะบอกว่าตนเองรู้อะไร รวมถึงคนที่อยากให้รู้ว่าตนเองก็มีตัวตนอยู่ด้วยนะ จึงทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้เป็นเรื่องที่อึกทึกครึกโครมและแผ่วงกว้างออกไป บางทีก็ดูดีคือช่วยกันหาทางออกหรือมาช่วยกันแก้ไข แต่บางทีก็แค่แชร์กันให้วุ่นวาย หรือต่อขยายเรื่องให้สนุกสนาน (หรือเพื่อหายอดไลก์ยอดแชร์นั้นด้วย)
มีเรื่องที่แชร์กันเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจและน่าจะมีประโยชน์มาก ก็คือเรื่องการช่วยกันหาทางป้องกันเหตุร้ายแบบนี้ไม่ให้เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา และคนที่ริเริ่มเรื่องนี้ก็คือคนที่เป็นพ่อและแม่ของเด็กที่เคราะห์ร้าย ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นมีนักเรียนชั้นประถม 1 อายุแค่ 6 - 7 ขวบ เสียชีวิตรวม 20 คน กับคุณครูอีก 10 คน อีกทั้งได้พบว่าคนร้ายที่มีอายุ 20 ปีก็ได้ยิงตัวตาย หลังจากที่ได้ยิงแม่ของตัวเองเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้น
สถานที่เกิดเหตุคือโรงเรียนที่ชื่อ Sandy Hook Elementary School ในมลรัฐคอนเน็คติกัต สหรัฐอเมริกา หลังเกิดเหตุราว 1 เดือน พ่อของเด็กที่ตายคนหนึ่งชื่อ Mark Barden กับแม่ของเด็กที่ตายอีกคนหนึ่งชื่อ Nicole Hockley ได้ตั้งองค์กรใช้ชื่อว่า Sandy Hook Promise ได้มีการรณรงค์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทบทวนกฎหมายการขายอาวุธ การเพิ่มโทษในอาชญากรรมที่ร้ายแรงแบบนี้ รวมถึงการกวดขันให้รัฐต่าง ๆ ใช้ความเด็ดขาดในการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาและสถานที่สาธารณะ
แต่โครงการที่โดดเด่นที่สุดและประสบผลสำเร็จจนมีการขยายผลไปใช้กันทั่วประเทศ ก็คือโครงการ Know The Signs (แปลเป็นไทยน่าจะพอแปลได้ว่า “เรียนรู้สัญญาณบ่งบอก”) คือการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับที่มาสาเหตุของการเกิดเหตุร้ายแบบนี้ ด้วยการศึกษางานวิจัยต่าง ๆ ย้อนหลังไปในเหตุการณ์เหล่านั้น ซึ่งได้พบว่าก่อนที่จะมีการก่อเหตุจะมี “สัญญาณเตือน” ล่วงหน้าเสมอ เพราะผู้ที่จะก่อเหตุจะมีการเตรียมการล่วงหน้าเสมอ บางทีก็ใช้เวลาถึง 6 - 8 เดือน โดยผู้ที่จะก่อเหตุจะ “บอกใบ้” แผนการที่ก่อการนั้นก่อน เหมือนว่าเป็นเกมที่น่าตื่นเต้น หรืออยากจะบอกให้ใคร ๆ รู้บ้าง
โครงการเรียนรู้สัญญาณบ่งบอกมีกิจกรรมหนึ่งชื่อว่า Start with Hello คือการชวนให้เด็ก ๆ สังเกตเพื่อน ๆ ด้วยการพยายามเข้าไปทักทาย อย่าให้มีการแยกเพื่อน ๆ คนใดออกจากกลุ่ม จากนั้นก็ให้สังเกตว่าเด็กคนใดชอบแยกตัว ชอบทำตัวแปลก ๆ เช่น ไม่สุงสิงกับใคร ไม่พูดกับใคร และพยายามเข้าไปพูดคุยทักทายกับเด็กคนนั้น อันเป็นกิจกรรมที่ทำควบคู่กันชื่อว่า Say Something เพื่อสังเกตว่าการพูดมีความผิดปกติอะไรหรือไม่ เช่น พูดจาฉุนเฉียว หรืออ้ำอึ้ง จนกระทั่งไม่พูด หรือพยายามหลบเลี่ยงการสนทนา ก็จะทราบว่าคนนั้น ๆ น่าจะมีอะไรอยู่ในใจ แล้วให้นำเรื่องนี้ไปบอกกับผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ ซึ่งก็คือพ่อแม่หรือครู รวมถึงให้ท้องถิ่นมีหน่วยรับเรื่องการสังเกตพบแบบนี้อย่างเอาใจใส่ด้วย
(แต่ก่อนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่รับแจ้งเรื่องเหล่านี้ จะคิดเอาด้วยความขี้เกียจหรือไม่ให้ความสำคัญนักว่า เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหลวไหล หรือเสียเวลา แต่พอมีโครงการนี้ก็ต้องเอาใจใส่และเอาจริงจัง ต้องให้ความสำคัญมาก ๆ) โดยสามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง
หลังจากดำเนินกิจกรรมนี้ไปได้ 9 เดือน พบว่าได้ช่วยไม่ให้มีการคิดจะฆ่าตัวตายในเด็กได้ 1,269 คน สามารถยับยั้งแผนการที่จะมีการยิงกันในโรงเรียนได้ 19 ครั้ง มีการช่วยระงับเหตุที่จะใช้อาวุธและความรุนแรงได้ 318 เหตุการณ์ และมีเยาวชนที่ได้รับการช่วยเหลือในภาวะเสี่ยงที่จะใช้ความรุนแรงหรือมีปัญหาด้านสุขภาพจิตมากกว่า 8,100 คน !
ความสำเร็จในเรื่องนี้มีหลักการที่สำคัญอยู่ 2 ส่วนคือ
หนึ่ง ต้องทำให้เป็นเรื่องของส่วนรวม คืออย่าทอดทิ้งผู้ใดที่อยู่นอกวง ทุกคนย่อมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเสมอ ในที่นี้ก็คือคนที่อาจจะมีปัญหา เราต้องเข้าไปพูดคุยหรือสร้างความเป็นส่วนหนึ่งของสังคมให้แก่เขา อย่าแยกหรือกีดกันหรือทำไม่สนใจ ไม่ว่าเขาจะมีปัญหาอะไรหรือปัญหานั้นจะหนักเบาเพียงใดออกไป ภาษาง่าย ๆ คือต้องแคร์ (Care) หรือเป็นห่วงเป็นใยกันและกัน หรือที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็คือ “ความเอื้ออาทร” (ฝรั่งเรียกว่า Sympathy) คือเอาใจเขามาใส่ใจเรา และคิดอยากจะช่วยเหลืออย่างจริงใจโดยไม่หวังผลตอบแทน (ถ้าเป็นชาวพุทธก็คือธรรมะในเรื่อง “พรหมวิหาร 4 = ธรรม 4 ประการที่เป็นเครื่องค้ำจุนโลก” คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา นั่นเอง)
สอง ต้อง “สร้างความกล้า” ให้กับทุก ๆ คน คือนักวิจัยที่ศึกษาโครงการนี้พบว่า ที่คนไม่ชอบหรือไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนอื่น ๆ ก็เป็นเพราะเขาขาดความกล้า ทั้งที่หลาย ๆ คนก็อยากจะเข้าไปช่วยเหลือ หรือทำความรู้จักมักคุ้นทักทาย (คนไทยจะมีสิ่งนี้มาก คือความเขินอาย จนถึงขาดความมั่นใจในตนเอง) การสร้างความกล้าจำเป็นต้องใช้ “พลังสังคม” คือพลังจากผู้คนรอบข้าง ที่จะคอยเชียร์หรือสนับสนุน พูดง่าย ๆ ก็คือถ้าเราเห็นใครไม่ค่อยกล้าพูดหรือเข้าไปทักทายคนอื่น เราจะต้องเป็นตัวเชื่อม เชิญชวนให้เขาพูดคุยกัน สร้างความรู้สึกเป็นมิตรและให้เกิดความผูกพัน
แต่คนที่มีความสำคัญมาก ๆ ก็คือเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหา เมื่อมีการร้องเรียนแล้วก็ต้องรับฟังอย่างจริงจัง รวมถึงเอาจริงเอาจังในการที่จะจัดการหรือรับช่วงที่จะแก้ปัญหานั้นอย่างเข้มแข็ง ก็จะทำให้คนที่ร้องเรียนเรื่องต่าง ๆ รู้สึกปลอดภัย และอยากจะช่วยทำหน้าที่ “พลเมืองดี” นั้นอยู่เสมอ
ผู้เขียนขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมในฐานะนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มองว่ากิจกรรมนี้ที่ประสบความสำเร็จ ที่ในบทความเรียกว่า “พลังสังคม” ก็คือ “การเร้าระดมด้วยมวลชน” ที่ศัพท์ทางวิชาการรัฐศาสตร์เรียกว่า Mobilization ซึ่งในกรณีเรื่องข้างต้นนี้เริ่มต้นขึ้นด้วยการริเริ่มของคนเพียงสองคน คือคนที่เป็นพ่อและแม่ของเด็กที่เสียชีวิตนั้นก็จริง แต่เขาทั้งสองได้จัดทำเป็นโครงการรณรงค์ทางสังคม คือมีการรวมพลังของผู้คนให้มาเข้าด้วยและช่วยกันให้มาก ๆ เพื่อ “เพิ่มเสียง” หรือพลังในการร้องให้คนอื่น ๆ ได้รู้ต่อ ๆ กันไป ให้มากขึ้น ๆ และให้เข้ามาร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการมากขึ้น ทั้งนี้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง แม้จะประสบความสำเร็จแล้ว ก็ต้องสานต่อหรือสืบเนื่องความสำเร็จนั้นให้ยั่งยืน (ไม่ทำแบบไฟไหม้ฟางหรือผักชีโรยหน้า จนกระทั่ง “ทำเอาหน้า” เหมือนบางสังคม)
กรณี Sandy Hook Elementary School ได้มีการต่อสู้ทางคดีต่อมาอีกหลายปี ในที่สุดบริษัทเรมิงตันที่ผลิตปืนและเป็นจำเลยในคดีนี้ ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายทั้งที่ตาย บาดเจ็บ และได้รับผลกระทบ ราว 73 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,400 ล้านบาท) มีการออกกฎหมายการขายอาวุธและกระสุนปืน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เข้มงวด และการดำเนินการทางคดีด้วยกระบวนการยุติธรรมนั้นให้เด็ดขาด แต่ที่เป็นผลได้ที่ยิ่งใหญ่นั้นก็คือ “การสร้างสำนึก” หรือความตระหนักในชีวิตและจิตใจว่า “ปัญหาสังคมต้องช่วยกันแก้ไปด้วยสังคมทั้งหมด”
ประเทศไทยถ้าอยากเป็นประชาธิปไตยก็ต้องช่วยดูแลกันและกันให้ดี ๆ เสียก่อน ห่วงใยและช่วยเหลือกันให้มาก ๆ อย่าเอาแต่กอบโกยโกงกิน “ตัวใครตัวมัน” แบบนี้ก็ไม่มีวันเป็นประชาธิปไตยแน่นอน








