ปรากฏการณ์ที่ “ช่อ-พรรณิการ์” หยิบยกคำให้การของพยานมาออกอากาศบนหน้าจอโทรทัศน์ พร้อมระบุว่ามี “เบื้องบนสั่งให้มาจัดการกับพวกส้ม” ไม่ใช่เพียงการแฉโพยทุจริตเลือกตั้ง ส.ว. ระดับธรรมดา ซึ่งประเด็นนี้ อัษฎางค์ ยมนาค ได้ตั้งข้อสังเกตและวิเคราะห์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้อย่างแหลมคมว่า นี่คือนวัตกรรมทางการสื่อสารที่แนบเนียนและอันตรายยิ่งนัก
ผู้พูดไม่จำเป็นต้องเอ่ยพระนามให้เสี่ยงคุก เพียงแค่ขีดเส้นโยงประโยคว่าพยานคนนี้ “ทำงานในโครงการพระราชดำริ” และ “ใกล้ชิดคนในวัง” จิ๊กซอว์ทางความคิดก็ถูกประกอบเสร็จสรรพในหัวผู้ฟังไปเรียบร้อยแล้ว
นี่คือการสร้าง “สะพานความหมาย” จากคำว่าเบื้องบน ไปสู่โครงการพระราชดำริ และทะลุไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งที่ในความเป็นจริง โครงการเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนผ่านกระทรวง กรม และกองทัพเป็นทอดๆ ผู้ปฏิบัติงานอาจอยู่ห่างไกลจากพระราชสำนักชนิดที่ไม่มีวันได้รับรู้พระราชกระแสใดๆ ด้วยซ้ำ การจงใจปล่อยข้อมูลกึ่งจริงกึ่งเชื่อมโยงเช่นนี้ คือความพยายามดึงสถาบันสูงสุดให้ตกลงมาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองโดยตรง
ก่อนจะหลงไปกับวาทกรรม เราจำต้องตีกรอบแยกข้อเท็จจริงออกจากเรื่องเล่าทางการเมือง
หากย้อนไปปี 2563 พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบเพราะคดีเงินกู้ ศาลปัดตกข้อหาขบวนการล้มล้างสถาบัน แต่ภาพจำนั้นถูกรีเซ็ตใหม่ในปี 2567 เมื่อพรรคก้าวไกลถูกศาลรัฐธรรมนูญฟันฉับว่าพฤติการณ์ผลักดันการแก้ไขมาตรา 112 คือการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย นั่นคือคำพิพากษาที่รับรองว่า “ส้มล้มอย่างตั้งใจ” ในระดับการกระทำนั้นมีอยู่จริง
ทว่า เกมที่กำลังดำเนินอยู่ ณ ขณะนี้ คือการล้มในระดับที่สอง นั่นคือการปูพรมให้สังคมเชื่อว่า ทุกความไม่เป็นธรรมและทุกการสกัดกั้น มีอำนาจพิเศษอยู่เบื้องหลัง หากทำให้สังคมซื้อแนวคิดนี้สำเร็จ เมื่อใดก็ตามที่เครือข่ายอำนาจฝั่งอนุรักษ์นิยมทำพลาด ความโกรธแค้นจะไม่หยุดอยู่แค่ตัวนักการเมือง แต่จะลามปามทะลุไปถึงยอดหอคอย ฝ่ายส้มไม่จำเป็นต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ว่ามีคำสั่งจริงหรือไม่ ขอเพียงเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงนี้ไว้ ฝ่ายตนย่อมได้กำไรทางการเมืองเสมอ
หันมามองฝั่งสีน้ำเงิน หากข้อกล่าวหาเรื่องการ “ฮั้ว ส.ว.” ถูกพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมว่าเป็นจริง และมีบุคคลในเครือข่ายอวดอ้างคำว่า “เบื้องบน” เพื่อคุมเสียงจัดแถวลูกสมุน การกระทำเช่นนั้นย่อมถือเป็นความมักง่ายที่สร้างบาดแผลฉกรรจ์ต่อความมั่นคงของชาติ
เจตนาของคนแอบอ้างอาจเพียงแค่ต้องการยืมความศักดิ์สิทธิ์มาสร้างความกลัว บีบให้เครือข่ายเดินตามโพยและห้ามแตกแถว พวกเขาอาจไม่ได้ตั้งใจจะล้มล้างสถาบัน แต่กระนั้น ผลลัพธ์ของการนำตรายางสูงสุดมาประทับรับรองความสกปรกของตนเอง กลับกลายเป็นการป้อนวัตถุดิบชั้นดีให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปขยายผล คนที่ปากบอกว่าจงรักภักดี แต่พฤติกรรมกลับลากสถาบันลงมาคลุกฝุ่นการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว นี่แหละคือความหมายของ “น้ำเงินล้มอย่างไม่ตั้งใจ”
สมการนี้ยังมีความซับซ้อนเรื่อง “ท่อน้ำเลี้ยงจากต่างชาติ” ซ่อนอยู่ การหลับตาชี้หน้าว่ามหาอำนาจสั่งการให้ล้มสถาบันอาจดูเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ก้าวล่วงหลักฐาน แต่การปฏิเสธเสียงแข็งว่าเงินทุนเหล่านั้นไม่มีผลทางการเมืองเลยก็ดูจะไร้เดียงสาเกินไป เม็ดเงินจากต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ระบบนิเวศสื่อ เอ็นจีโอ และการปั้นนักกิจกรรม มีเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนวาระทางสังคมและโครงสร้างกฎหมาย มันอาจไม่ใช่คำสั่งสายตรงจากทำเนียบขาว แต่อย่างน้อยที่สุด มันคือการลงทุนเพื่อรดน้ำพรวนดินให้แนวคิดรื้อถอนโครงสร้างเติบโตอย่างแข็งแรง
สำหรับพรรคสีแดง การนั่งมองส้มกับน้ำเงินห้ำหั่นกันจนพังไปข้าง อาจดูเหมือนเป็นโอกาสทองในการ “รอชุบมือเปิบ” หากน้ำเงินเพลี่ยงพล้ำจากคดีฮั้ว เพื่อไทยย่อมมีอำนาจต่อรองในพรรคร่วมรัฐบาลสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ทั้งเรื่องโควตารัฐมนตรี และการผลักดันนโยบาย
แต่เกมนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะแดงและน้ำเงินต่างนั่งหัวเรือและท้ายเรือในรัฐบาลนาวาเดียวกัน หากสนิมเกิดจากเนื้อในและเรือเริ่มจม แดงจะสามารถชี้แจงกับประชาชนได้หรือไม่ว่าตนเองไร้รอยด่างพร้อย แดงจะกระโดดหนีเอาตัวรอดได้ทันก่อนที่ความเสียหายจะลามมาถึงตัวหรือไม่ นี่คือความเสี่ยงที่คนสีแดงต้องประเมินให้ขาด
วิกฤตความขัดแย้งรอบนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า สถาบันพระมหากษัตริย์กำลังถูกกระหน่ำตีจากสองทิศทาง
ด้านหนึ่งคือกลุ่มที่จ้องจะโยงสถาบันให้กลายเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองเพื่อสลายความชอบธรรม ส่วนอีกด้านคือกลุ่มที่อ้างตัวเป็นผู้ปกป้อง แต่นำพระบารมีมาเป็นเกราะกำบังผลประโยชน์และอำนาจสีเทาของพวกพ้อง
บททดสอบที่แท้จริงของการเมืองไทยในเวลานี้ จึงไม่ใช่การเลือกว่าจะเชื่อส้มหรือปกป้องน้ำเงิน หากแต่เป็นการขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่า สถาบันสูงสุดของประเทศต้องไม่ถูกนำมาเป็นอาวุธสำหรับโจมตีศัตรู และต้องไม่นำไปเป็นตรายางฟอกขาวให้ความฉ้อฉลของใคร
การปกป้องสถาบันที่ทรงพลังและจริงใจที่สุด ไม่ใช่การดึงพระองค์มาคล้องพวงมาลัยสวมเสื้อสีเดียวกับพรรคการเมืองของเรา แต่คือการกันพระองค์ออกให้พ้นจากความโสมมของเกมอำนาจอย่างสิ้นเด็ดขาด
#ถอดรหัสวาทกรรม #เกมล้มกระดานอำนาจ #การเมืองไทย #อัษฎางค์ยมนาค #เบื้องบน #ฮั้วสว #สยามรัฐ #ข่าวการเมือง #วิเคราะห์การเมือง








