คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
แทบไม่น่าเชื่อที่ถึงแม้ว่าสหรัฐฯ จะเป็นชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในโลก แต่ท้ายที่สุดแล้วกลับปรากฏว่า คลังแสงขีปนาวุธที่ใช้ในการทำสงครามกำลังร่อยหลอขาดแคลน จน “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ต้องออกมาป่าวประกาศขอพักรบกับอิหร่านชั่วคราว
สถานการณ์การเมืองในสหรัฐฯ ในขณะนี้ นับว่ากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่รวมไปถึงการเลือกตั้งกลางเทอมที่เหลือเวลาอีกแค่เพียง 100 วันเท่านั้น!!!
โดยแรกเริ่มเดิมทีประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการที่จะใช้กองกำลังทหารสหรัฐฯ ถล่มโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรง ซึ่งเขาก็ได้กระทำเยี่ยงนั้นติดต่อกันมาเป็นเวลา 13 วัน วันละอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงจริง ๆ แต่ท้ายที่สุดเขากลับจำเป็นที่จะต้องชะงักการโจมตีลงชั่วคราว สืบเนื่องมาจากอาวุธยุทโธปกรณ์ในคลังแสงเกิดร่อยหลอลงไป จนกลายเป็นวิกฤตคลังแสงครั้งใหญ่
จากการประชุม ณ ทำเนียบขาว ของคณะที่ปรึกษา เมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2026 โดยที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงท่าทีวิตกกังวลหลาย ๆ ปัจจัยด้วยกัน ซึ่งหนึ่งในข้อกังวลนั้น ก็คือ ระบบขีปนาวุธ “Patriot” ราคา 4 ล้านดอลลาร์ต่อหนึ่งชิ้นที่ใช้ในการป้องกันภัยทางอากาศ ขณะนี้ลดจำนวนลงไปอย่างน่าอันตราย ที่สหรัฐฯ ใช้ไปแล้วถึง 1,100 ลูก
ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ จึงตัดสินใจที่จะระงับแผนการเพิ่มกำลังทหารของสหรัฐฯ ไปโจมตีอิหร่านเอาไว้ชั่วคราว (ข้อมูลจาก “หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์” หัวข้อ Trump Holds off on Major Escalation Against Iran as Advisers Raise Concerns วันที่ 25 กรกฎาคม 2026) และข้อมูลดังกล่าวนี้เปิดเผยออกมาในทำนองที่ว่า การที่คลังขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ กำลังอยู่ในสภาวะขาดแคลนจนมีจำนวนลดน้อยลง นับเป็นการสร้างความเสี่ยงให้แก่บรรดาชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียหลาย ๆ ประเทศ ที่จะต้องอยู่ในความหวาดระแวงต่อการโจมตีของอิหร่าน!!!
นอกจากนั้นก็ยังมีอีกหลาย ๆ ปัจจัยที่จะตามมา อาทิเช่น จำนวนของผู้ลี้ภัยที่อาจจะมีมากทวีคูณสูงขึ้นเรื่อย ๆ แถมยังมีด้านวิกฤตของเศรษฐกิจโลกตามมาเป็นอีกปัจจัยหนึ่งด้วย
ณ ปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่า สงครามอิหร่านจะเพิ่มอัตราความเสี่ยงสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนของทหารที่ต้องสละชีวิต และยังมีทหารที่ได้รับบาดเจ็บเพิ่มสูงขึ้นตามมา ซึ่งในเรื่องนี้มีผลทำให้นักการเมืองของทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต มีความกังวลมากสุด ๆ ทั้งนี้เมื่อใดก็ตามที่มีทหารอเมริกันเสียชีวิต ภาพหีบศพที่บรรทุกร่างของทหารเหล่านั้นส่งกลับยังสหรัฐฯ ได้แพร่ภาพกลายเป็นข่าวใหญ่ประจำวัน และได้สร้างความสะเทือนใจให้แก่ชาวอเมริกัน
อาทิเช่น “วุฒิสมาชิกแรนด์ พอล” สังกัดอยู่ในค่ายพรรครีพับลิกันได้ออกมาให้สัมภาษณ์ เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2026 นี้ว่า “ข้าพเจ้าคิดว่า สหรัฐฯ ทำสงครามกับอิหร่านในครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งที่ผ่านมาข้าพเจ้าคัดค้านมาตั้งแต่ต้น”
ส่วน “วุฒิสมาชิกจิม จัสติส” จากรัฐเวอร์จิเนีย ก็ออกมากล่าวทำนองว่า “ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ต้องสูญเสียกำลังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อันแสนยอดเยี่ยมไปจำนวนมาก จนน่าวิตกกังวล”
และจากรายงานข่าวของ “นิตยสาร The Hill” เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2026 นี้ว่า “บรรดาวุฒิสมาชิกของพรรครีพับลิกันมีความวิตกกังวลกับสงครามอิหร่าน ที่มอง ๆ ไปแล้วประธานาธิบดีทรัมป์ขาดแผนในการยุติสงครามที่ชัดเจน”
นอกจากนั้นแล้ว การที่มีข่าวแพร่ออกมาอย่างหนาหูว่า “สงครามที่สหรัฐฯ ทำกับอิหร่านในครั้งนี้ จะมีความยืดเยื้อยาวนานอย่างแน่นอน” ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ นับได้ว่าจะเป็นประเด็นใหญ่มาก ๆ สืบเนื่องมาจากยิ่งสงครามในครั้งนี้ยาวนานออกไปมากเท่าใด ก็ยิ่งจะทำให้ชาวอเมริกันได้รับผลกระทบในเรื่องค่าครองชีพที่จะมีมากสูงขึ้น
จากรายงานของ “สถานีโทรทัศน์ช่องซีบีเอส” ที่รวบรวมผลการหยั่งเสียงจากสำนักโพลต่าง ๆ และนำออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคเดโมแครตกำลังมีคะแนนนำตั้งแต่ 3% ไปจนถึง 10% เท่ากับว่า ขณะนี้แนวโน้มที่พรรคเดโมแครตจะเข้าไปนั่งคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรมีค่อนข้างสูง และหากเป็นเยี่ยงนั้นจริง ๆ ในอีกสองปีข้างหน้าก็ย่อมจะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายหลัก ๆ ได้ จนต้องนั่งครองตำแหน่งนิ่ง ๆ กลายเป็นเป็ดง่อย ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างตามใจชอบอีกต่อไป!!!
แถมประธานสภาผู้แทนฯ ก็อาจจะมาจาก ส.ส. ของผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งอาจจะได้แก่ “ส.ส. ฮาคีม เจฟฟรีส์” ซึ่งเขาผู้นี้ได้กล่าวย้ำ ๆ เอาไว้ตลอดเวลาว่า “หากข้าพเจ้ามีโอกาสได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาในสมัยหน้า ข้าพเจ้าจะทำทุกวิถีทางที่จะปลดประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่ง” โดยเขายังได้กล่าวต่ออีกว่า “เนื่องมาจากประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องค่าครองชีพให้กลับสู่สภาพปกติได้ ด้านค่าเช่าที่อยู่อาศัยก็พุ่งสูงขึ้นจนคนในระดับกลางไม่สามารถแบกรับภาระได้อีกต่อไป แถมประธานาธิบดีทรัมป์ยังละเมิดข้อปฏิบัติต่าง ๆ ของข้อกฎหมายมากมายหลายเรื่อง!!!”
อย่างไรก็ตามสองวันหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์หยุดชะงักการโจมตีอิหร่านลงกลางคัน หลังจากที่ถล่มติดต่อกันมานาน 13 วัน ปรากฏว่า สำนักโพลต่าง ๆ ออกมารายงานเป็นเสียงเดียวกันว่า “ชาวอเมริกันแปดในสิบคนต่างแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะเอาชนะสงครามในอิหร่าน และดูเหมือนว่า สงครามในอิหร่านครั้งนี้ คงจะต้องใช้เวลาอีกนานหลายปีกว่าที่สหรัฐฯ จะสามารถหาทางยุติสงครามครั้งนี้ได้” (ข้อมูลจาก “สำนักหยั่งเสียง CBS News” ร่วมกับ “สำนักหยั่งเสียง YouGov Poll” ในหัวข้อ Nearly 8 in 10 Americans say Iran war has been harder than Trump administration expected, July 26, 2026)
แต่การหยั่งเสียงของ “หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์” รายงานออกมาในทำนองที่ว่า “ยังมีชาวอเมริกัน 33% ที่ให้การสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์” ส่วนการรายงานของ “หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์” เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2026 ได้เปิดเผยออกมาว่า ตลอดระยะเวลาตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มขึ้นจนถึงทุกวันนี้ ชาวอเมริกันส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่า นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับสงครามครั้งนี้ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนแน่นอน และการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาประกาศสั่งให้ระงับสงครามลงชั่วคราว เมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2026 ก็ยิ่งเพิ่มความไม่มั่นใจต่อการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีความแน่นอนและไม่มีจุดหมายที่มั่นคงมากยิ่ง ๆ ขึ้น จนมีผลทำให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่มีความรู้สึกอึดอัดใจ (จากผลการสำรวจของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ร่วมกับโพล Ipsos ครั้งล่าสุดเปิดเผยว่าชาวอเมริกันพอใจประธานาธิบดีทรัมป์เพียง 29%)
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้น สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับชาวอเมริกันนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มขึ้นก็คือ ทหารอเมริกันซึ่งเป็นลูก ๆ หลาน ๆ ของพวกเขาต้องสูญเสียชีวิตไปแล้ว 18 นาย อีกทั้งยังมีพลเรือนชาวอิหร่านผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องเสียชีวิตลงไปอีกประมาณ 1,700 คน ยังไม่รวมถึงบรรดาสิ่งของ ที่อยู่อาศัย โรงเรียน โรงพยาบาลของอิหร่านที่ต้องเสียหายสลักหักพังอย่างยับเยินจนไม่สามารถประเมินค่าได้
ส่วนปากีสถานที่ก่อนหน้านี้เคยรับหน้าที่เป็นคนกลางเจรจาหาข้อยุติสงคราม แต่ที่ผ่าน ๆ มาไม่เคยหาข้อยุติได้เลย สืบเนื่องมาจากความไม่แน่นอนของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” โดยตั้งแต่นี้เป็นต้นไปปากีสถานออกมาแสดงเจตนารมณ์ว่า “หากต้องการจะให้ปากีสถานมาเป็นคนกลางในการเจรจา จะต้องจ่ายค่าบริการจำนวน 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์” (หรือ 18,000 ล้านดอลลาร์)
ดูเหมือนว่าในช่วงห้าเดือนที่สงครามอิหร่านดำเนินติดต่อกันมาได้สร้างวิกฤตเศรษฐกิจโลก จนเปรียบเสมือนเป็นฝันร้ายของทุก ๆ คนบนโลกใบนี้ ที่ช่างไม่เหมือนกับที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยออกมาโม้ว่า สงครามอิหร่านจะจบลงในไม่กี่วัน แต่ขณะนี้กลับกลายเป็นว่า เขากำลังติดกับดักสงครามอิหร่านจนดิ้นไม่หลุด โดยแรกเริ่มเดิมทีเขาอาจจะคิดเอาเองว่าอำนาจของเขาไม่มีขีดจำกัด แต่ในท้ายที่สุดเขาค้นพบด้วยตนเองว่า คิดผิดถนัดละครับ
ภาพจาก AFP








