ผศ. ดร. พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง “Credit Bank” เส้นทางสร้าง “โอกาส” การเรียนรู้ตลอดชีวิต ความว่า มหาวิทยาลัยเคยเป็นสถานที่ซึ่งคนหนุ่มสาวเข้ามาเรียนเมื่ออายุประมาณ 18 ปี ใช้เวลาอยู่ในนั้น 3-4 ปี หรือมากกว่านั้น เมื่อเรียนครบก็รับปริญญา ออกไปทำงาน แล้วแทบไม่มีเหตุให้กลับมาอีก รูปแบบเช่นนี้เคยใช้ได้ดี เพราะความรู้เปลี่ยนไม่เร็ว อาชีพหนึ่งเลี้ยงคนได้เกือบตลอดชีวิต วุฒิการศึกษาใบหนึ่งอาจใช้สมัครงานได้ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันเกษียณ
แต่โลกวันนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว...ความรู้บางเรื่องเก่าก่อนผู้เรียนจะสำเร็จการศึกษา อาชีพบางอย่างหายไปก่อนคนทำงานจะผ่อนบ้านหมด ปัญญาประดิษฐ์สร้างงานใหม่ พร้อมลดความจำเป็นของงานเดิม คนที่หยุดเรียนรู้ไม่ได้แค่ยืนอยู่กับที่ แต่กำลังถอยหลังไกล
ยามที่โลกเปลี่ยนไป มหาวิทยาลัยย่อมต้องเปลี่ยนด้วย
มหาวิทยาลัยจะผลิตบัณฑิตได้ปีละกี่คน กลายเป็นคำถามที่ล้าสมัยไปแล้ว เพราะมหาวิทยาลัยวันนี้ต้องตอบโจทย์ความต้องการการศึกษาของยุคสมัยว่าจะช่วยให้คนเรียนรู้ได้กี่ครั้งในชีวิต
Credit Bank หรือระบบคลังหน่วยกิต คือคำตอบที่ขานรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและบทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัย
Credit Bank ไม่ใช่บัญชีธนาคาร ไม่มีเงินฝาก ไม่มีดอกเบี้ย สิ่งที่ฝากไว้คือผลการเรียนรู้ หน่วยกิต ทักษะ และประสบการณ์ เมื่อผู้เรียนพร้อม สิ่งที่สะสมไว้สามารถนำมาเทียบโอน ใช้ศึกษาต่อ หรือประกอบเป็นคุณวุฒิตามเกณฑ์ที่กำหนด
หลักคิดนี้สำคัญกว่าระบบเทคโนโลยีที่ใช้บันทึกข้อมูล เพราะต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า คนเราไม่ได้เรียนรู้เฉพาะในห้องเรียน ความรู้เกิดจากการศึกษาในระบบ การอบรม การทำงาน การฝึกปฏิบัติ และประสบการณ์ชีวิต มหาวิทยาลัยสวนดุสิตออกแบบและวางระบบให้หน่วยกิตมาจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงการอบรมและประสบการณ์จากการทำงานได้
เหตุใดมหาวิทยาลัยสวนดุสิตต้องทำเรื่อง Credit Bank?
นักศึกษาวัย 18 ปีมีน้อยลง เหลือไม่เกิน 2.5 แสนคนต่อปี คำตอบนี้คงยังแคบเกินไป
เพราะมหาวิทยาลัยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนด้วย ผู้เรียนในอนาคตอาจเป็นนักเรียนมัธยมที่ต้องการทดลองเรียนก่อนเลือกคณะ คนทำงานที่ต้องการเพิ่มทักษะหรือยกระดับความรู้ ผู้ประกอบการที่ต้องการความรู้เฉพาะเรื่อง ผู้สูงอายุที่ต้องการเรียนเพื่อคุณภาพชีวิต หรือเป็นคนที่ต้องเริ่มอาชีพใหม่
คนเหล่านี้ไม่อาจเข้ามหาวิทยาลัยด้วยเงื่อนไขเดียวกันทั้งหมด บางคนมีเวลาเพียงวันหยุด บางคนเรียนได้ทางออนไลน์ บางคนต้องการเรียนหนึ่งรายวิชา บางคนไม่ต้องการปริญญาในวันนี้ แต่อาจต้องการในวันหน้า
เมื่อมหาวิทยาลัยขายการศึกษาเป็นก้อนใหญ่ ผู้เรียนต้องซื้อทั้งหลักสูตร แม้ต้องการความรู้บางส่วน ก็จะไม่แตกต่างจากร้านขายยาที่บังคับให้คนซื้อยาทั้งตู้เพราะต้องการยาแก้ปวดสองเม็ด
Credit Bank ทำให้การศึกษาแบ่งเป็นส่วนเล็ก เรียนได้ทีละเรื่อง สะสมได้ทีละหน่อย และนำกลับมาใช้เมื่อถึงเวลา
หลายประเทศใช้แนวคิด Credit Bank มานานแล้ว ระบบ European Credit Transfer and Accumulation System หรือ ECTS ของยุโรปทำให้หน่วยกิตมีความโปร่งใส เทียบเคียงและโอนระหว่างสถาบันได้ โดยผูกหน่วยกิตกับผลลัพธ์การเรียนรู้และภาระงานของผู้เรียน ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ใช้ SkillsFuture สนับสนุนให้ประชาชนวัยทำงานกลับไปพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง โดยประชาชนอายุ 25 ปีขึ้นไปใช้เครดิตสนับสนุนค่าเรียนในหลักสูตรที่ได้รับอนุมัติได้
ยุโรปและสิงคโปร์ต่างมีจุดร่วมสำคัญว่า ทรัพยากรสำคัญของชาติคือ ประชาชนที่สามารถเรียนใหม่ ทำงานใหม่ และปรับตัวใหม่ได้เสมอ ไม่ใช่แค่แรงงานที่มีปริญญา
มหาวิทยาลัยสวนดุสิตใช้เวลากว่า 5 ปีในการวางรากฐานระบบ Credit Bank และเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมทั้งการได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการคลังหน่วยกิตระดับอุดมศึกษา และการพัฒนาระบบ SDU Credit Bank ที่รองรับผู้เรียนทั้งในรูปแบบ Non-degree และ Pre-degree
Non-degree มีรายวิชาและหลักสูตรฝึกอบรมเข้าสู่ระบบแล้วมากกว่า 54 รายวิชา/หลักสูตร ครอบคลุมการเรือน
ครุศาสตร์ การท่องเที่ยวและการบริการ กฎหมายและการเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และวิทยาการจัดการ ส่วน
Pre-degree มี 49 หลักสูตร เปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาเรียนล่วงหน้า สะสมหน่วยกิต และนำไปเทียบโอนเมื่อเข้าสู่การศึกษาระดับปริญญาตรีตามหลักเกณฑ์
ตัวอย่างที่จับต้องได้ เช่น เด็กมัธยมคนหนึ่งอาจเรียนทักษะเชฟ ธุรกิจการบิน การโรงแรม การท่องเที่ยว กฎหมาย ภาษาจีน การตลาดดิจิทัล หรือการสร้างสรรค์คอนเทนต์ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย สะท้อนว่าเด็กได้ทดลองค้นหาเส้นทางของตนเองก่อนตัดสินใจเลือกอนาคต แต่ก็ได้รับหน่วยกิตด้วย
การทดลองเช่นนี้มีค่ามาก บางครั้งการรู้ว่าตนเองไม่ชอบอะไร มีประโยชน์พอ ๆ กับการรู้ว่าชอบอะไร เด็กที่เปลี่ยนใจตั้งแต่ยังเรียนมัธยม เสียเวลาน้อยกว่าเด็กที่ค้นพบเมื่อเรียนมหาวิทยาลัยไปแล้วสองปี
Credit Bank ช่วยลดปัญหาเรียนไม่ตรงสาย ลดการลาออกกลางคัน ลดค่าใช้จ่าย และทำให้ผู้เรียนตัดสินใจบนประสบการณ์จริง ไม่ใช่ภาพฝันจากสื่อประชาสัมพันธ์
แต่การมีรายวิชาจำนวนมากยังไม่ใช่ความสำเร็จ ความสำเร็จควรวัดจากจำนวนคนที่นำหน่วยกิตไปใช้จริง จำนวนผู้เรียนที่กลับมาเรียนต่อ จำนวนเวลาหรือค่าใช้จ่ายที่ลดลง จำนวนผู้เรียนที่มีงานทำหรือเปลี่ยนอาชีพได้ รวมถึงความเชื่อมั่นของนายจ้างต่อทักษะที่มหาวิทยาลัยรับรอง
มหาวิทยาลัยต้องระวังไม่ให้ Credit Bank กลายเป็น “โกดังเก็บรายวิชา” เก็บหน่วยกิตไว้มาก แต่เบิกออกใช้ไม่ได้ เทียบโอนไม่คล่อง นายจ้างไม่เชื่อถือ ระบบนั้นก็เป็นได้แค่ธนาคารที่รับฝากได้ แต่ถอนใช้จริงไม่ได้
อุปสรรคสำคัญของ Credit Bank อยู่ที่ “วิธีคิด” มากกว่า “เทคโนโลยี”
อาจารย์ต้องเลิกคิดว่ารายวิชาหนึ่งต้องยาวเต็มภาคการศึกษาเสมอ หลักสูตรต้องออกแบบจากสมรรถนะที่ผู้เรียนทำได้ ไม่ใช่จำนวนชั่วโมงเรียน การประเมินต้องพิสูจน์ทักษะจริง ระบบทะเบียนต้องเชื่อมโยงข้อมูลได้ การเทียบโอนต้องมีหลักเกณฑ์ชัด โปร่งใส และรวดเร็ว
มหาวิทยาลัยสวนดุสิตกำหนดให้การสำเร็จการศึกษาของผู้เรียนในคลังหน่วยกิตต้องสมัครเป็นนักศึกษาปกติและดำเนินการเทียบโอนรายวิชา ขณะเดียวกันก็มีหลักเกณฑ์รองรับการบันทึกผลเข้าสู่ระบบบริหารการศึกษา กลไกเหล่านี้จำเป็น แต่ต้องไม่ซับซ้อนจนทำให้ผู้เรียนหมดกำลังก่อนหน่วยกิตจะได้รับการรับรอง
มหาวิทยาลัยในอนาคตของอาจไม่ใช่สถานที่ซึ่งคนเข้ามาครั้งเดียวแล้วจากไป แต่เป็นสถานีความรู้ที่คนกลับมาใช้บริการได้ตลอดชีวิต วันนี้มาเรียนเพื่อเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย พรุ่งนี้กลับมาเรียนเพื่อทำงาน อีกสิบปีมาเรียนเพื่อเปลี่ยนอาชีพ เมื่อสูงวัยอาจกลับมาเรียนเพื่อเข้าใจโลกที่เปลี่ยนไป
ปริญญายังคงมีคุณค่า แต่ต้องไม่ใช่เส้นทางเดียว...
มหาวิทยาลัยที่ดีในอนาคตต้องตอบให้ได้ว่า “ปีนี้สร้างโอกาสให้คนกลับมาเรียนรู้ได้กี่ครั้ง”
Credit Bank ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตจะสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการทำให้ประชาชนเชื่อว่า ความรู้ในทุก ช่วงชีวิตมีค่า ประสบการณ์ไม่สูญเปล่า และการเริ่มต้นใหม่ไม่เคยสายเกินไป เมื่อทำได้ มหาวิทยาลัยจะไม่ได้ผลิตแค่ปริญญา แต่กำลังสร้างอนาคตให้ผู้เรียนออกแบบได้ด้วยตนเอง








