วาทกรรมคลาสสิกที่ว่า “ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” มักถูกหยิบยกมาขับเน้นผ่านมิติทางเศรษฐกิจ สายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวอยู่เสมอ ทว่า ในสมการภูมิรัฐศาสตร์อันสลับซับซ้อน ความโรแมนติกทางการทูตมักต้องหลีกทางให้แก่ความเป็นจริงเชิงยุทธศาสตร์
เมื่อกางแผนที่มองลึกลงไปในลุ่มน้ำโขง จะพบว่าระเบียบความสัมพันธ์ที่ปักกิ่งมีต่อกรุงเทพฯ นั้น มีระยะห่างและมิติที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับอ้อมกอดอันแนบแน่นดุจเหล็กกล้าที่จีนมีต่อพนมเปญ ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากการวางหมากทางการเมืองที่ผ่านการคำนวณต้นทุนและผลประโยชน์มาอย่างแยบยลของแต่ละประเทศ ซึ่งสะท้อนผ่านนโยบายต่างประเทศอันเป็นอัตลักษณ์ที่ดำเนินมาร่วมศตวรรษ
หัวใจสำคัญที่ทำให้ความแนบแน่นระหว่างจีนกับไทยมี “ระยะห่างที่พอดี” คือนโยบายต่างประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยที่นักวิเคราะห์มักเรียกขานว่า “การทูตไผ่ลู่ลม” หรือการบริหารความสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศไทยไม่เคยเทไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าของปักกิ่ง แม้จีนจะเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจอย่างสูง แต่ในมิติความมั่นคง กองทัพไทยยังคงแนบแน่นกับฝั่งตะวันตกในฐานะพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโตของสหรัฐอเมริกา และยังคงรักษากลไกการซ้อมรบร่วมครั้งสำคัญอย่างคอบร้าโกลด์เอาไว้
นโยบายถ่วงดุลเช่นนี้ทำให้ไทยมีอำนาจต่อรองสูงและสามารถขยับตัวได้อย่างอิสระ ผิดกับกัมพูชาภายใต้ระบอบการปกครองของตระกูลฮุนที่เลือกเดินเกมเอนเอียงเข้าหาจีนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ จนในสายตาของโลกตะวันตกมักมองพนมเปญเป็นเสมือนรัฐบริวารเชิงยุทธศาสตร์ ที่พร้อมจะใช้สิทธิ์และบทบาทในเวทีภูมิภาคอย่างอาเซียนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของจีน เพื่อแลกกับการค้ำจุนทางการเมืองและเม็ดเงินมหาศาลจากพี่ใหญ่
นอกจากนี้ โครงสร้างการเมืองภายในยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ระดับความผูกพันมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ การดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย จีนต้องเผชิญกับระบอบประชาธิปไตยที่มีพลวัต มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และมีระบบการตรวจสอบจากภาคประชาสังคมรวมถึงรัฐสภาที่เข้มข้น โครงการเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ ของจีนในไทย เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง จึงเต็มไปด้วยการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ ดอกเบี้ย และการโอนถ่ายเทคโนโลยีที่ลากยาวเป็นมหากาพย์ เพราะไทยมีศักยภาพและมีอำนาจในการเลือก
ขณะที่การเมืองกัมพูชาเป็นการปิดดีลแบบเบ็ดเสร็จจากส่วนกลาง จีนจึงสามารถผลักดันโครงการที่ตอบสนองยุทธศาสตร์ความมั่นคงขั้นสูงของตนได้ง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาฐานทัพเรือเรียม หรือโครงการขุดคลองฟูนันเตโช ซึ่งโครงการในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อดุลอำนาจภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้ แทบจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ในระบบการเมืองไทยที่ต้องผ่านกลไกการกลั่นกรองอันซับซ้อน
ความสัมพันธ์ที่ต่างระดับนี้ยังแสดงออกชัดเจนในยามที่เกิดความตึงเครียดตามแนวชายแดนหรือความระแวงระวังระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการขยายอิทธิพลทางการทหารของจีนผ่านการส่งมอบยุทโธปกรณ์หนักและรถถังให้แก่รัฐบาลพนมเปญ ซึ่งส่งผลให้ฝ่ายความมั่นคงของไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แม้ปักกิ่งจะพยายามทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อคุมเสถียรภาพไม่ให้กระทบต่อโครงข่ายเส้นทางสายไหม แต่ปรากฏการณ์นี้กลับยิ่งตอกย้ำดุลอำนาจที่อสมมาตร เพราะในขณะที่จีนสามารถส่งสัญญาณเชิงนโยบายต่อกัมพูชาได้แทบจะเบ็ดเสร็จ แต่กับประเทศไทยแล้ว จีนยังคงต้องดำเนินความสัมพันธ์ด้วยความเกรงใจ และใช้ศิลปะทางการทูตในระดับที่เท่าเทียมกันในฐานะมิตรประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และมีศักดิ์ศรีในเวทีโลก
ท้ายที่สุดเมื่อตั้งคำถามอันแหลมคมว่า หากวันใดวันหนึ่งเกิดเหตุปะทะหรือความตึงเครียดรอบใหม่ระหว่างไทยกับกัมพูชา พญามังกรอย่างจีนจะเลือกยืนอยู่ตรงจุดไหนในสมการความขัดแย้งนี้ คำตอบเชิงยุทธศาสตร์บ่งชี้ตรงกันว่า ปักกิ่งจะไม่มีวันยอมก้าวพลาดด้วยการเปิดหน้าเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างสุดซอย ทว่า จีนจะเลือกประทับอยู่บนบัลลังก์ของ “ผู้คุมกฎและกาวใจผู้ทรงอิทธิพลสูงสุด” เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์และรักษาดุลอำนาจของตนเองเอาไว้
เพราะปักกิ่งรู้ดีว่าหากเลือกโอบอุ้มกัมพูชาจนออกนอกหน้าเพื่อมากดดันไทย นั่นเท่ากับเป็นการผลักมิตรที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ให้หันไปซบอ้อมกอดของวอชิงตันอย่างเต็มตัว และเปิดทางให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาขยายอิทธิพลทางทหารบนแผ่นดินไทย ซึ่งถือเป็นฝันร้ายที่สุดในทางยุทธศาสตร์ของจีน
ในทางกลับกัน หากจีนหันมาเข้าข้างไทยและปล่อยมือจากพนมเปญ จีนก็จะต้องสูญเสียความน่าเชื่อถือในฐานะพี่ใหญ่ผู้ให้หลักประกันความมั่นคงแก่รัฐที่ภักดี
ฉากทัศน์ที่แท้จริงยามเกิดเสียงปืนดังขึ้นตามแนวชายแดน จึงเป็นการที่จีนจะสวมบทบาทเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์อยู่หลังม่านอย่างแยบยล มือข้างหนึ่งของปักกิ่งจะส่งสัญญาณเตือนอย่างเคร่งขรึมไปยังพนมเปญให้จำกัดวงความขัดแย้งไม่ให้บานปลายจนกระทั่งกระทบต่อผลประโยชน์และเส้นทางเศรษฐกิจอันเป็นหัวใจของจีน และมืออีกข้างหนึ่งก็จะยื่นข้อเสนอทางการทูตและเศรษฐกิจอันละมุนละม่อมมายังกรุงเทพฯ เพื่อเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ย
บทสรุปของเกมนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการที่จีนจะรักใครมากกว่าใคร หากแต่เป็นเกมที่จีนจะใช้ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านเป็นเวทีประกาศศักดาให้โลกได้เห็นว่า “ปัญหาในอุษาคเนย์ต้องแก้ไขด้วยกลไกของคนเอเชีย โดยมีปักกิ่งเป็นประธานสภาใหญ่” ซึ่งนี่คือสัจธรรมทางการเมืองที่เตือนใจนักวางนโยบายของไทยว่า ท่ามกลางศึกสายเลือดคนกันเองในภูมิภาคนี้ จีนพร้อมจะยืนอยู่บนจุดที่ได้ประโยชน์สูงสุดเสมอ และระยะห่างที่ไทยพยายามรักษาไว้ในวันนี้ อาจเป็นเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดไม่ให้เราต้องกลายเป็นเบี้ยในกระดานที่มหาอำนาจใช้เดินเกมในอนาคต
#ภูมิรัฐศาสตร์ #ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ #ไทยจีนกัมพูชา #ลุ่มน้ำโขง #นโยบายต่างประเทศ #จีน #พญามังกร #การทูตไผ่ลู่ลม #BeltandRoad #ข่าวต่างประเทศ #วิเคราะห์การเมือง #ความมั่นคง #บทวิเคราะห์ข่าว








