ตลอด 51 ปี นับตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 “สนามเลือกตั้งเสาชิงช้า” ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกผู้นำท้องถิ่น แต่คือ "ปรอทวัดไข้" ทางการเมืองที่สะท้อนอารมณ์ ความขัดแย้ง และพลวัตของอำนาจที่เชื่อมโยงกับบริบทการเมืองระดับชาติมาโดยตลอด
เมื่อกางสถิติและตัวเลขตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา มีชุดข้อมูลและปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจและชวนตั้งข้อสังเกต ดังนี้
1. ปฐมบทแห่งความเปราะบาง: สถิติการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ที่สั้นที่สุด
การเลือกตั้งครั้งแรกในวันที่ 10 สิงหาคม 2518 ท่ามกลางบรรยากาศที่ประชาชนยังไม่คุ้นชิน (ผู้มาใช้สิทธิเพียง 13.86%) “ธรรมนูญ เทียนเงิน” จากพรรคประชาธิปัตย์ คือผู้ว่าฯ กทม. คนแรก ที่มาจากการเลือกตั้ง
แต่สถิติที่น่าสนใจกว่าชัยชนะ คือระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่สั้นที่สุดเพียง 1 ปี 8 เดือนเศษ จุดจบไม่ได้มาจากความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง แต่มาจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จนนำไปสู่การใช้อำนาจตามมาตรา 21 ของนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ปลดทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก.
ซึ่งถือเป็นบทเรียนแรกที่ชี้ให้เห็นว่า อำนาจบริหารใน กทม. หากปราศจากเสถียรภาพในสภาฯ ก็ยากที่จะเดินหน้าต่อ และนำไปสู่การแช่แข็งการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ยาวนานนับสิบปี
2. ปรากฏการณ์ "คะแนนเสียงทะลุล้าน" และการแบ่งขั้วทางการเมือง
คะแนนเสียงของผู้ชนะ สะท้อนความต้องการเชิงประเด็นของคนกรุงเทพฯ ในแต่ละยุคสมัย ดังนี้
(1) ล้านแตกครั้งแรก
“สมัคร สุนทรเวช” จากพรรคประชากรไทย สร้างปรากฏการณ์ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2543 ด้วยคะแนนเสียง 1,016,096 คะแนน ชนะ “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” จากพรรคไทยรักไทย ที่ได้ 521,184 คะแนน โดยมี “ธวัชชัย สัจจกุล” จากพรรคประชาธิปัตย์ ตามมาเป็นอันดับที่ 3 ด้วยคะแนน 247,650 คะแนน
(2) ผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับคะแนนเสียงสูงที่สุด
สถิติสูงสุดตลอดกาลเกิดขึ้นในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 โดย “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ได้คะแนนเสียงถึง 1,386,215 คะแนน
ชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จนี้สะท้อนฉันทามติของคนกรุงที่โหยหาการทำงานแบบอิสระ ประนีประนอม และเน้นเนื้องาน หลังจากการแช่แข็งทางการเมืองในยุค คสช.
(3) การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่มีผู้มาใช้สิทธิสูงสุด
แต่สถิติที่สะท้อน "สงครามตัวแทน" ชัดเจนที่สุด คือ ผู้มาใช้สิทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 63.98% ในการเลือกผู้ว่าฯ กทม. ปี 2556
ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่าง “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” และ “พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ” ไม่ใช่เรื่องของนโยบาย กทม. เพียงอย่างเดียว แต่คือการปะทะกันของขั้วการเมืองระดับชาติที่ระดมสรรพกำลังทุกสายลงสู่สนามเลือกตั้ง
โดย “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์” สามารถป้องกันแชมป์ เอาชนะ “พล.ต.อ.พงศพัศ” ไปด้วยคะแนน 1,256,349 ต่อ 1,077,899 คะแนน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่ผู้สมัครอันดับ 1 และอันดับ 2 กวาดคะแนนเสียงทะลุหลักล้านทั้งคู่
3. อาถรรพ์ "สมัยที่ 2" ที่ไม่มีใครอยู่รอด
สถิติที่น่าตื่นตะลึงและท้าทายผู้ว่าฯ กทม. ทุกคน คือ ในประวัติศาสตร์มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2 สมัยติดต่อกัน ได้แก่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, อภิรักษ์ โกษะโยธิน และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร แต่ไม่มีใครเลยที่อยู่รอดจนครบวาระในสมัยที่ 2
(1) พล.ต.จำลอง ลาออกเพื่อไปเล่นการเมืองระดับชาติ
(2) อภิรักษ์ ลาออกจากแรงกดดันคดีความเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
(3) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ (ผู้ครองสถิติอยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุด 7 ปี 250 วัน) ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยคำสั่งหัวหน้า คสช.
ปรากฏการณ์นี้กระตุ้นให้ตั้งข้อสังเกตว่า มนตร์ขลังของผลงานในสมัยแรกมักเสื่อมถอยลงในสมัยที่สอง หรือโครงสร้างอำนาจที่ทับซ้อนกันระหว่าง กทม. กับรัฐบาลกลาง ทำให้ผู้ว่าฯ ที่สะสมทุนทางการเมืองมากเกินไป กลายเป็นเป้าหมายที่ต้องถูกสกัดกั้น ?
4. บทสรุป 51 ปี เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
51 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นพฤติกรรมของโหวตเตอร์เมืองหลวงที่มีลักษณะ "สวิง" อย่างชัดเจน พวกเขาพร้อมเทคะแนนเสียงให้พรรคการเมืองใหญ่หากต้องการความมั่นใจเชิงอุดมการณ์ แต่ก็พร้อมจะหันหลังให้พรรคการเมืองทันทีและเลือกผู้สมัครอิสระ หากรู้สึกเบื่อหน่ายความขัดแย้ง
เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. จึงเป็นตำแหน่งที่ทรงพลังจากการได้รับฉันทามติโดยตรงจากประชาชนนับล้าน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นตำแหน่งที่เปราะบางที่สุดตำแหน่งหนึ่ง เพราะต้องรับแรงเสียดทานทั้งจาก สก. รัฐบาลกลาง และความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของคนกรุงเทพฯ ตลอดเวลา
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








