ยิ่ง “ขบวนการสีน้ำเงิน” โดดเด่นและแผ่อิทธิพล มากเท่าใด ยิ่งจะกลายเป็น “โจทย์ข้อยาก” ทำให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถูกต้อนเข้าสู่ “มุมอับ” ได้เร็วและมากขึ้นเท่านั้น !
จากความได้เปรียบที่พรรคภูมิใจไทย ถือแต้มต่อแทบทุกทาง จนถูกมองว่าเกมในสภาฯ ไม่ว่าจะเป็นสภาล่างหรือสภาบน ล้วนถูกกำหนดเอาไว้หมดแล้ว แม้แต่การแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเพิ่งเสนอร่างของพรรคไปถึงมือ “ประธานสภาฯ” ไปล่าสุด
ยังถูกมองว่าเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกล็อกกันเอาไว้ตั้งแต่การเฟ้นหา “ผู้ร่าง” เข้ามาแล้วคือที่มาของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
เมื่อขบวนการสีน้ำเงินเติบโต ชนิดก้าวกระโดด ย่อมมีทั้งบวกและลบ ตามมา อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะแม้ในทางการเมือง การบริหารในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล โดยภูมิใจไทย ก็ตาม แต่อย่าลืมว่า วันนี้ ตั้งแต่นายกฯอนุทิน ไปจนถึงรัฐมนตรีของพรรค กลับยิ่งอยู่ใน “เป้าสายตา”
สถานการณ์ของรัฐบาลที่มีภูมิใจไทยเป็นแกนนำหลัก แต่ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า การพึ่งพาและการอาศัย “มืออาชีพ” เข้ามาขับเคลื่อนงานคือความชัดเจนที่พรรคสีน้ำเงินเองไม่อาจปฏิเสธได้
ทั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและรมว.คลัง “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ และ “ศุภจี สุธรรมพันธ์ุ” รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ได้กลายเป็นยาสามัญประจำรัฐบาลไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อจุดแข็งจาก “สามแม่ครัว” ชุดดรีมทีมที่ช่วยกวาดคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย อยู่ในสภาวะที่เรียกว่าทั้งทำแต้ม และยังต้องเป็นปราการด่านหน้า ให้กับภูมิใจไทยมากกว่ารัฐมนตรีของพรรคอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ดีการเดินเกมในรูปแบบนี้ อาจได้ผลระยะสั้นแต่อย่าลืมว่า มืออาชีพของรัฐบาล เองเมื่อถูกดันให้ออกมายืนแถวหน้า เช่นนี้ พวกเขาย่อมต้องเผชิญกับ “แรงกดดัน” และการถูกตรวจสอบจาก “ฝ่ายค้าน” ในแทบทุกช็อต โดยเฉพาะกรณี การออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ฝ่ายค้าน ยังใช้กลไก ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ณ เวลานี้
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของพรรคสีน้ำเงิน อาจจะเบ็ดเสร็จคุมเกมได้แทบทุกทาง แต่อย่าลืมว่า เส้นทางการเมืองนั้นยังไม่ได้จบลงที่ พรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลเท่านั้น แต่สงครามการเมือง ยังมีฉากต่อไป ที่รออยู่ข้างหน้าให้ได้ลุ้น








