บทความ บทวิเคราะห์

ทวี สุรฤทธิกุล

แชร์ข่าว

คึกฤทธิ์ชีวิตไทย (48)

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า สิ่งที่ท่านกลัวมากที่สุดก็คือ “ความตาย” ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทุกคนต้องตาย ซึ่งก็ทำได้แต่เพียง “ทำใจ” ตั้งรับไว้ เพื่อให้มีความสบายใจและ “เปลื้องทุกข์” ได้บ้าง

ปลายปี 2530 ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ต้องบินไปผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจ ที่ภาษาแพทย์เรียกว่า By Pass ที่สหรัฐอเมริกา ตอนนั้นผู้เขียนเพิ่งจะโอนย้ายจากอาชีพนักการข่าว (สายลับ) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ไปเป็นอาจารย์ที่สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชแล้ว แต่ก็ยังอาศัยพักอยู่ในบริเวณบ้านสวนพลู และทำงานเป็นเลขานุการของท่านในบางเวลา ก็ต้องลาราชการติดตามไปดูแลท่านตามคำสั่งของหมอประจำตัวของท่านที่โรงพยาบาลสมิติเวช โดยมีคุณหมออีกท่านหนึ่งเดินทางร่วมไปด้วย

ก่อนออกเดินทางสักสองสัปดาห์ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ขอไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งก็มีพระมหากรุณาให้เข้าเฝ้าที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานในตอนบ่ายวันหนึ่ง ผู้เขียนได้ติดตามเข้าไปภายในพระตำหนัก โดยรออยู่ที่ห้องด้านหน้า ส่วนท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นได้เข้าไปภายในห้องอีกห้องหนึ่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ประทับอยู่ น่าจะเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จึงออกมา โดยมีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นมาก ผิดกับก่อนหน้านี้ที่ดูเหมือนจะ “ซึมเศร้า” และหมองหม่นมาหลายวัน

ท่านเล่าให้ฟังในภายหลังว่า เมื่อเข้าไปในห้องที่ประทับ แวบแรกที่มองเห็นพระองค์ ท่านก็ “ทรุด” คุกเข่าหมอบก้มหน้ากราบถวายบังคมอยู่แค่หน้าประตู มือเท้าอ่อนไม่มีเรี่ยวมีแรง เหมือนจะมีความกลัวสิ่งใดมากเป็นพิเศษ ถ้าจะบอกว่า “กลัวในหลวง” ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะที่เคยเสด็จติดตามใกล้ชิดก็เคยมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงที่เคยเข้าเฝ้าแบบ “ส่วนพระองค์” มาก็หลายโอกาส ไม่เคยมีความรู้สึกเหมือนที่เกิดขึ้นในบ่ายวันนั้น ท่านบอกว่าตัวท่านเองมีความรู้สึกเหมือน “กลัวตาย” และที่มาเข้าเฝ้าในหลวงครั้งนั้นอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต เพื่อ “ลาตาย”

จนเมื่อได้ยินพระสุรเสียงดังขึ้นเบา ๆ จากกลางห้องนั้นว่า “เข้ามาใกล้ ๆ สิ จะได้คุยกันดี ๆ” ท่านจึงได้สติและมีกำลังวังชาขึ้น จึงคลานเข้าไปจนถึงหน้าพระเก้าอี้ เหมือนว่าพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรู้ว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีปัญหาในจิตใจ มีความกังวลที่จะต้องไปรักษาตัวที่แดนไกล จึงตรัสขึ้นว่า “ไม่ต้องห่วงอะไรนะ ไปรักษาตัวแล้วก็ได้กลับมา” แล้วก็มีพระหัตถ์อุ่น ๆ ลูบอยู่บนศีรษะ “ร้อนวาบ” ลงจากหัวกระจายไปทั้งตัว ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่าเหมือนกับว่าได้รับ “พรวิเศษ” ทำให้ “สุขสบาย” ขึ้นในทันที แล้วก็ทรงมีพระราชปฏิสันถารในเรื่องอื่น ๆ อยู่เป็นนาน ซึ่งในตอนที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กำลังก้มกราบจะถวายบังคมลาออกมา ก็ยังได้ยินพระสุรเสียงในประโยคเดิมนั้นดังขึ้นมาอีก “...ไปรักษาตัวแล้วจะได้กลับมา”

ผู้เขียนจำได้ว่าการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาในครั้งนั้นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ผู้เขียนได้รับบริการในระดับ “ชั้น 1” อันเป็นความประทับใจที่สุด ๆ ครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเป็นสายการบินแห่งชาติ คือการบินไทย และมีผู้โดยสารชื่อ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช แต่บริการ “ชั้น 1” นี้ ยังรวมถึงสิ่งที่คนต่างชาติคือผู้คนในสหรัฐอเมริกาได้บริการดูแลท่านเป็นอย่างดี ไม่เฉพาะแต่ที่ในโรงพยาบาลและในหมู่คนไทยที่รู้ข่าว แต่ยังได้พบกับ “น้ำจิตน้ำใจ” ที่น่ารักจากชาวอเมริกันหลายคน ตั้งแต่ที่ลงเครื่องบิน จนถึงเมื่อขึ้นเครื่องจากลากลับมา

เมื่อถึงสนามบินลอสแอนเจลิส ก็มีรถลีมูซีนคันใหญ่มารับไปที่โรงพยาบาล ชื่อโรงพยาบาลซีดาร์ไซนาย (Cedars-Sinai) เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่มาก มีอาณาบริเวณนับร้อยไร่ มีตึกหลายตึก แต่ละตึกสูงหลายชั้น โดยตึกที่พักและรักษาตัวของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นตึกที่ใหญ่ที่สุด ผู้เขียนพักอยู่ในห้องพักแบบวีไอพีห้องเดียวกันกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ แต่ทางโรงพยาบาลก็มีบริการที่พักแบบโรงแรม (ที่สหรัฐอเมริกาเรียก Motel) ให้กับญาติของคนไข้ไว้ใกล้ ๆ กันด้วย ซึ่งเขาก็เตรียมไว้ให้ญาติของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ 1 ห้อง ซึ่งลูกชายของท่านคือ ม.ล. รองฤทธิ์ ปราโมช ก็ได้บินตามมาในวันอื่น รวมถึงลูกสาวของท่าน คือ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช ที่ตอนนั้นยังอยู่ที่นอร์ทแคโรไลนา ก็มาสมทบในตอนหลังด้วย

คุณหมอที่จะทำการผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ชื่อว่า คุณหมอแมทลอฟ เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ ออกจะอ้วนท้วมพอควร อายุน่าจะประมาณ 55–60 ปี แกมาเยี่ยมท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ตั้งแต่เช้าวันรุ่งขึ้นที่ตื่นมาในโรงพยาบาลนั้น อารมณ์ดี หัวเราะเสียงดัง และเป็นกันเองดีมาก แกมานั่งข้าง ๆ เตียงแล้วถามโน่นถามนี่อยู่นาน แล้วก็คงสั่งให้ไปตรวจโน่นตรวจนี่ตามกระบวนการ จากนั้นก่อนผ่าตัดซึ่งกินเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ (เข้าใจว่าเป็นการเตรียม “ตัว” คนไข้ให้พร้อม เพราะท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นเบาหวาน และโรคอื่น ๆ อีกมาก โดยเฉพาะเคยเป็นอัมพฤกษ์ คือร่างกายตายไปครึ่งซีกอยู่เป็นเดือนใน พ.ศ. 2523 กว่าที่จะ “มีบุญ” รักษาให้คืนขยับเขยื้อนกลับคืนมาได้) หมอแมทลอฟนี้ก็ยังมาเยี่ยมแทบทุกวันและคุยอยู่เป็นเวลานาน ๆ จนเช้าวันที่จะผ่าตัด ประมาณสัก 7 โมงเช้า แกก็มาพร้อมกับผู้ช่วยผิวสีตัวดำเมี่ยม แล้วให้ผู้ช่วยคนนี้มาทำการ “เชฟ” คือทำความสะอาดทุกขุมขนตามร่างกายของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ก่อนที่จะเอาปากกาขนาดปากกาเมจิกมีเส้นใหญ่ ๆ สีหมึกดำ ๆ วาดไปตามหน้าขา ทราบว่าเป็นการระบุตำแหน่งของเส้นเลือดใหญ่ที่จะ “เลาะ” เอามาเปลี่ยนสร้าง “ทางลัด – By Pass” ให้กับหัวใจ แทนที่เส้นเลือดเก่าที่อุดตัน (ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นทราบว่าต้องเปลี่ยนถึง 3 เส้น)

จากนั้นก็มีเปลี่ยนเป็นชุดสำหรับผ่าตัด แล้วก็เข็นเตียงไปยังห้องผ่าตัด ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 9 โมงเช้า พวกเราคือผู้เขียน ลูกชายและลูกสาวของท่าน ก็ไปนั่งรอกันอยู่ที่เลานจ์หน้าห้องผ่าตัดด้วยความกระวนกระวายใจ จนถึงเวลาสักบ่ายสองโมง หมอแมทลอฟจึงออกมาบอกว่า การผ่าตัดเรียบร้อย “ด้วยดี” กระนั้นพวกเราก็ยังกระวนกระวายใจไม่หาย เพราะต้องรอเวลาให้ท่านฟื้นถึงเวลาเกือบสี่ทุ่ม และท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ยังต้องอยู่ในห้อง “C.C.U.” อีก 3 วัน

พวกเราได้พบท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในวันรุ่งขึ้นหลังการผ่าตัด ใบหน้าท่านอิดโรยมากเหมือนต้องต่อสู้กับบางสิ่งบางอย่างมาอย่างหนัก ยังพูดไม่ได้ แต่ก็ยังฝืนส่งยิ้มให้พวกเรา ตอนเย็นเราก็มาเยี่ยมอีก รวมถึงอีก 2 วันที่อยู่ในห้อง C.C.U. นั้น จนถึงวันที่ 4 หลังการผ่าตัดจึงได้ย้ายออกมาพักอยู่ในห้องพิเศษอีกห้องหนึ่ง โดยมีพยาบาลมาดูแลตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงผู้เขียนที่มาสแตนด์บายอยู่ที่เตียงของญาติที่จัดไว้ในห้องติด ๆ กัน จำได้ว่าต้องคอยช่วยพยาบาลอาบน้ำ เช็ดตัว และดูแลให้ท่านรับประทานยาต่าง ๆ ตามเวลา กระทั่งประมาณ 2 สัปดาห์หลังผ่าตัดก็ต้องเข้าไปรับการผ่าตัดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นการเอา “ตะเข็บโลหะ” ที่หมอเย็บปิดหน้าอกไว้ออก ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ต้องเจ็บปวดทรมานมากอย่างแน่นอน เพราะขนาดตอนที่อาบน้ำเช็ดตัวให้ท่าน ท่านก็ร้องโอดโอยและขบฟันสะกดความเจ็บปวดจนน้ำตาไหล และก็ได้เห็นแนวลวดโลหะกว้างขนาด 1 เซนติเมตร ราว 20 ตัว เกาะเนื้อที่หน้าอกและยึดกระดูกหน้าอกให้แนบกับซี่โครง ยาวจากใต้ลำคอลงมาถึงเหนือลิ้นปี่ มองดูเหมือน “ตะขาบยักษ์” ที่มีตีนเป็นร้อย ๆ คู่มาไต่อยู่บนหน้าอกนั้น!

หลายเดือนต่อมาเมื่อกลับมาเมืองไทยแล้ว ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่าความเจ็บปวดครั้งนั้น “แสนทรมานเป็นที่สุด” เหมือนที่เคยอ่านในไตรภูมิกถาว่ามีนรกหนึ่งที่คนทำบาปต้องถูกเอาขวานขนาดใหญ่มาจามที่กลางอก แยกซี่โครงออก แล้วเอาถ่านไฟแดง ๆ เทถมเข้าไปเผาข้างใน

“ไม่รู้เราไปทำบาปทำกรรมอะไรมา แต่ก็ต้องขอบคุณทุก ๆ คนที่มารักษาและมาดูแล แม้แต่นักข่าวก็ตามไปทำข่าว ขอบคุณคนไทยทุก ๆ คนที่ยังเป็นห่วงใยผม คนไทยให้ความเมตตากันและกันเสมอ”