การพิจารณาพระเครื่องจุ่มรัก
สัปดาห์พระเครื่อง / อ.ราม วัชรประดิษฐ์
ข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามที่ล้างรักออกแล้ว จะปรากฏรอยรักแตกเรียกว่า “พระแตกลายงา” แต่ไม่ใช่ในเนื้อพระ แต่จะเป็นเนื้อราบบนผิวขององค์พระที่แตกออกเหลือไว้แต่เส้นรักเล็กๆ เกาะยึดติดอยู่เท่านั้น
การพิจารณาพระเครื่องจุ่มรักนั้น สำหรับผู้ชำนาญการบางท่านที่มีความสามารถในการพิจารณา “รัก” เป็นพิเศษ จะใช้วิธีการเปรียบเทียบโดยยึดหลักสภาพและคุณสมบัติของ “รักจีน” เป็นบรรทัดฐานแรก เพราะรักเก่าที่พบในพระเครื่องจะเป็นรักจีน อันเป็นที่นิยมอย่างมากในสมัยโบราณ ขนาดต้องสั่งนำเข้ามาจากประเทศจีนทีเดียว จนมาถึงราวปลายรัชกาลที่ 5 ทางประเทศจีนงดการส่งออกรัก และตั้งแต่นั้นมาก็เพิ่งจะปรากฏ “รักจีน” เข้ามาอีกครั้งเมื่อคราวฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปีนี้เอง ทำให้หลังปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ต้องใช้รักในท้องถิ่นแถบเอเชีย อาทิ รักไทย รักพม่า รักลาว และรักกัมพูชา เรียกว่า “รักใน” ซึ่งมีคุณสมบัติด้อยกว่ารักจีน ยางรักไม่บริสุทธิ์เหมือนรักจีน นอกจากนี้ ยังมีคณาจารย์บางท่านนำยางรักมาผสมกับผงใบลาน หรือผงทอง หรือไม่ก็ไม้มงคลต่างๆ เราเรียกว่า “รักสมุก” จะมีข้อสังเกตประการหนึ่งคือ แม้จะเป็นรักท้องถิ่นแต่ถ้าเป็น “รักเก่า” ก็จะมองเห็นความเก่าในตัว ดังนั้นผู้มีความชำนาญจะดูออกโดยง่าย
นอกจากนี้ โบราณาจารย์บางท่านจะใช้วิธีเอาน้ำค่อยๆ หยดลงบนองค์พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว เพื่อตรวจสอบความเก่าของเนื้อรัก และอาจจะพบร่องรอยการหักชำรุดขององค์พระก่อนการล้าง หรือบางครั้งเมื่อรักค่อยๆ ละลายตัวระหว่างการล้างก็ทราบแล้วว่าเป็นพระแท้หรือพระเก๊
มาถึง “การล้างรัก หรือถอดรัก” สำหรับ “พระสมเด็จ” ที่มีรักปกคลุมทั่วองค์ทำให้ยากแก่การพิจารณา จึงต้องทำให้องค์พระสะอาดขึ้น เพื่อจะสามารถมองเห็นความสมบูรณ์สวยงามขององค์พระจริงๆ เพราะพระสมเด็จที่ลงรักปิดทองและลงรักไม่ปิดทองมีลักษณะที่แตกต่างกันตามอายุของรัก ยิ่งกาลเวลานานเป็นร้อยถึงสองร้อยปี สภาพของรักจะเปลี่ยนแปลง เนื้อรักจะเสื่อมสภาพ ภาษาในวงการพระเรียกว่า “เนื้อรักตาย” จะมีลักษณะแตกปริออก และกะเทาะหลุดไป มีเพียงบางส่วนที่ยึดแน่น ทำให้องค์พระแลดูกระดำกระด่างตามธรรมชาติ จึงมีการนิยมล้างรักออกเป็นบางส่วนเพื่อให้เห็นองค์ประธาน หรือพยายามล้างออกทั้งองค์ให้ดูขาว

ในอดีตจะใช้ไม้ปลายแหลมค่อยๆ แซะให้เนื้อรักหลุดออกจากองค์พระสมเด็จ จึงทำให้เกิดรอยตำหนิที่ผิวขององค์พระที่ถูกไม้จิกลงไปเป็นจุดๆ แต่ถ้าผู้ไม่ชำนาญจะมองไม่เห็น หรือคิดว่าเป็นจุดชี้ตำหนิของพระสมเด็จเนื่องจากมองผิวเผินจะคล้าย “รอยพรุนเข็ม” ต่อมามีโบราณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่านคิดค้นกรรมวิธีการล้างรัก จนสามารถทำให้องค์พระสมเด็จที่มีรักปกคลุมทั่วทั้งองค์นั้นสะอาด จนผิวขององค์พระเหมือนเดิมทุกประการ คงไว้แม้กระทั่งสภาพแป้งขาวๆ ที่จับบนผิวขององค์พระสมเด็จที่เรียกว่า “แป้งโรยพิมพ์” หรืออาจเป็นเนื้อมวลสารของพระสมเด็จที่ละเอียดเหมือนแป้ง เมื่อครั้งสร้างพระสมเด็จแล้วกดแม่พิมพ์แน่น ทำให้เนื้อมวลสารในส่วนที่เป็นน้ำผสมแป้งตกอยู่ส่วนล่างสุดของแม่พิมพ์ คือ ผิวบนพิมพ์ด้านหน้าของพระสมเด็จนั่นเอง ผิวแป้งนี้เมื่อผ่านการใช้หรือเสียดสีก็จะหายไปหมด เพราะฉะนั้นพระสมเด็จที่มีผิวแป้งขาวๆ จับอยู่บนผิวจึงดูสวยงามและสมบูรณ์จริงๆ
ข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามที่ล้างรักออกแล้ว จะปรากฏรอยรักแตกเรียกว่า “พระแตกลายงา” แต่ไม่ใช่ในเนื้อพระ แต่จะเป็นเนื้อราบบนผิวขององค์พระที่แตกออกเหลือไว้แต่เส้นรักเล็กๆ เกาะยึดติดอยู่เท่านั้น ต้องใช้แว่นขยายส่องดู โดยตะแคงองค์พระให้เกือบขนานกับแว่นขยายจะเห็นเนื้อรักเป็นเส้นดำๆ วางอยู่บนผิวขององค์พระ และขนาดของช่องที่แตกลายงาก็จะมีขนาดเท่ากันทุกองค์ เพราะรักที่จุ่มเป็นรักชนิดเดียวกัน อายุพอๆ กัน ความเก่าการเสื่อมสลายของเนื้อรัก การหดตัวขององค์พระสมเด็จก็ย่อมจะมีลักษณะคล้ายกันด้วย การปริแตกลายงาจึงมีขนาดเท่าๆ กัน

ที่สำคัญจะพบว่า “การแตกลายงา” นั้นจะปรากฏเฉพาะบริเวณด้านหน้าของพระสมเด็จเท่านั้น ส่วนด้านหลังจะไม่ปรากฏการแตกลายงาหรือมีบ้างเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเมื่อครั้งสร้างพระสมเด็จนั้น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นำผงพุทธคุณในปริมาณที่พอเพียงจะสร้างตามจำนวนที่ตั้งใจไว้มาผสมกับน้ำมันตังอิ้ว ใช้ครกตำให้ละเอียดและผสมกันจนเหนียวหนึบ ปั้นเป็นแท่งสี่เหลี่ยมยาวๆ ขนาดพอเหมาะที่จะกดเป็นพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ใช้ตอกไม้ไผ่มาตัดแบ่งเป็นแท่งๆ เรียกว่า “ชิ้นฟัก” แล้วก็จะนำชิ้นฟักนั้นมาวางคว่ำลงบนแท่นแม่พิมพ์ด้านหน้า และใช้วิธีการกดเนื้อผงพระพุทธคุณกับแม่พิมพ์โดยใช้แผ่นไม้ แล้วใช้ท่อนไม้อีกท่อนค่อยๆ เคาะแผ่นไม้นั้นจนผงพุทธคุณอัดแน่นกับแม่พิมพ์ เพื่อให้องค์พระสมเด็จเต็มแม่พิมพ์และเป็นการไล่อากาศอีกด้วย

และด้วยเหตุผลนี้ทำให้ด้านหน้าขององค์พระมีความชื้นและอมน้ำมากกว่าด้านหลัง เมื่อนำมาผึ่งพอหมาดๆ แล้วนำมา “จุ่มรัก” น้ำรักจีนจะทำปฏิกิริยากับด้านหน้าซึ่งมีความชุ่มชื้นมากกว่า จึงปรากฏรักเฉพาะด้านหน้า ส่วนด้านหลังจะมีรักปกคลุมบ้างก็เป็นส่วนน้อย ซึ่งในการสร้างพระสมเด็จที่ปรากฏลักษณะดังกล่าวเป็นการลงรักที่ทำกันในวัดแทบทั้งสิ้น ดังนั้นพระสมเด็จแท้ที่ทำการลงรักเดิม เมื่อล้างรักหรือถอดรักโดยการทำให้เกิดปฏิกิริยากับสารเคมี ก็จะเกิดการแตกลายงาด้านหน้าทุกองค์

ข้อสังเกตเกี่ยวกับพระเครื่องลงรักอีกประการคือ พระเครื่องที่ลงรักจีนหรือมีส่วนผสมของรักจีนนั้น จะมีอายุในราวปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เท่านั้น และจะไม่นิยมลงรักในพระเนื้อดิน ส่วนคราบที่เรียกว่า “รารัก” นั้นความจริงคือ “รา” อันเกิดจากวัชพืชที่อาศัยเนื้อพระ (โดยเฉพาะพระเนื้อดิน) ที่มีความชื้นพอเหมาะ ทำให้เชื้อรานั้นเจริญเติบโต ไม่ใช่เกิดจากรักแอย่างใดครับผม