องค์มนตรีตรวจเยี่ยมโครงการราชทัณฑ์ปันสุขของเรือนจำอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์
วันที่ 25 ตุลาคม 2566 เวลา 10.30 น. พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี รองประธาน คณะกรรมการมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ คณะกรรมการมูลนิธิฯ ประกอบด้วย พันตำรวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ พลอากาศเอก สุบิน ชิวปรีชา พร้อมด้วยรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะคณะกรรมการมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุขฯ ลงพื้นที่ตรวจ เยี่ยมเรือนจำอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยมีนายพิจิตร บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นำส่วนราชการจังหวัดสุรินทร์ให้การต้อนรับ
สำหรับโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดีเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ดำเนินงานภายใต้มูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยทรงมองเห็นว่า แม้ว่าผู้ต้องขังเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมายบ้านเมืองและต้องมารับโทษในเรือนจำ ประชาชนคนไทยกลุ่มหนึ่งที่ทั้งสองพระองค์ในฐานะองค์พระประมุขที่ใส่พระทัย คนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ในเรื่องการสาธารณสุขและการแพทย์ แต่บุคคลเหล่านี้ก็เป็น ดูแลทุกข์สุขของประชาชน
ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเปิดโครงการฯ ณ ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ อันเป็นปฐมฤกษ์ของการดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2562 และมีเป้าหมายระยะที่ 1ในเรือนจำ 25 แห่ง และได้พระราชทานเครื่องมือแพทย์ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 190,072,863 บาท และส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ และเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเปิด โครงการฯ ระยะที่ 2 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และพระราชทานเครื่องมือและครุภัณฑ์ ทางการแพทย์ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 118,547,200 บาท โดยเป้าหมายระยะที่ 2 ได้ช่วยเหลือ เรือนจำอำเภอซึ่งเป็นเรือนจำขนาดเล็ก อยู่ห่างไกล และติดชายแดน จำนวน 19 แห่ง ซึ่งผลของการดำเนินงาน ตามแนวทางของโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ ทั้งในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดี ในด้านสุขภาพของผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ 143 แห่งเป็นอย่างมาก นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ อย่างสูงสุดต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการทำงาน เพื่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้ต้องขัง
ต่อมาเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงให้มีการจดทะเบียน มูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นหน่วยงานกลาง ในการบูรณาการการทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขัง
สำหรับเรือนจำอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เป็นเรือนจำอำเภอ มีเนื้อที่ 24 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา มีผู้ต้องขังทั้งหมด 1,291 คน โดยแยกเป็นขาย 1,210 คน หญิง 81 คน ได้รับพระราชทานครุภัณฑ์ทางการแพทย์ 15 รายการ จำนวน 19 ชิ้น โดยมีการใช้งานในการตรวจรักษาพยาบาล อาทิเช่น การใช้ เครื่องมือ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ด้านทันตกรรม
โดยในปีงบประมาณ 2566 มีการจัดบริการถอนฟัน ขูดหินปูน อุดฟัน และตรวจช่องปากและฟันให้กับผู้ต้องขัง จำนวน 419 ราย และการใช้หุ่นสาธิต CPR เพื่อใช้ในการฝึกช่วยฟื้นคืนชีพให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ หรือ อสรจ. จำนวน 3 รุ่น มีผู้ต้องขัง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิทธิให้ตรงกับโรงพยาบาลแม่ข่าย (โรงพยาบาลรัตนบุรี) ร้อยละ 99.91 มีบุคลากร ทางการแพทย์จากโรงพยาบาลแม่ข่ายเข้าตรวจในเรือนจำ ประกอบด้วย แพทย์ตรวจโรคทั่วไปเข้าตรวจเดือนละ1 ครั้ง ทุกวันอังคาร สัปดาห์ที่ 1 ของเดือน สามารถให้การรักษาและให้คำปรึกษาผ่าน Application Line ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และมีการตรวจรักษาผ่านระบบ Telemedicine ร่วมด้วย
ในการนี้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา ได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลการดำเนินงานตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ของเรือนจำอำเภอรัตนบุรี และโรงพยาบาลแม่ข่าย (โรงพยาบาลรัตนบุรี) และตรวจเยี่ยมสถานพยาบาลในแดนขาย และรับฟังบรรยายสรุปการให้บริการของสถานพยาบาล พร้อมเยี่ยมชม มุมสุขภาพราชทัณฑ์ปันสุข เยี่ยมชมการสาธิตของอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำชาย ในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และเยี่ยมชมการให้บริการ ยูนิตทำฟัน ซึ่งเป็นครุภัณฑ์พระราชทาน จากนั้น ตรวจเยี่ยมสถานพยาบาลในแดนหญิง และรับฟังบรรยายสรุป การให้บริการของสถานพยาบาล พร้อมเยี่ยมชมมุมสุขภาพราชทัณฑ์ ปันสุข และมอบถุงของใช้ให้แก่ ผู้ต้องขังหญิงสูงอายุ จำนวน 5 ราย และเยี่ยมชมร้านอาหารสวัสดิการพร้อมรับฟังการบรรยายสรุปการจัด เมนูอาหารสุขภาพในร้านอาหารสวัสดิการ และเยี่ยมชมห้องแม่และเด็ก
ซึ่งการดำเนินงานโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ ในกิจกรรมต่าง ๆ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวง สาธารณสุขและกระทรวงยุติธรรม ที่พยายามทำให้ผู้ต้องขังได้รับบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขเท่าเทียมกับประชาชนทั่วไปให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมที่แม้ว่าผู้ต้องขังเป็นผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย ของบ้านเมือง แต่ในเรื่องความเจ็บป่วยผู้ต้องขังที่มีความจำเป็นที่ต้องได้รับบริการเท่ากันกับประชาชนภายนอก โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้กำหนดแผนของมูลนิธิฯ ในการสนับสนุนการทำงานของเรือนจำ ในแนวทางที่กำหนดร่วมกันระหว่างกรมราชทัณฑ์และมูลนิธิฯ และเพิ่มเติมในเรื่องการดูแลผู้ต้องขังที่มีปัญหา สุขภาพจิต และการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด
ทั้งนี้จากการประเมินในภาพรวมตั้งแต่เปิดโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ จนถึงปัจจุบัน พบว่า ประชาชนทั่วไปต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังพบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการทางการแพทย์ มีความเข้าใจโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ มากขึ้น และต่างมี ความเห็นเหมือนกันว่า ความเจ็บป่วยไม่มีการแยกเพศ ไม่แยกศาสนา และไม่แยกสถานภาพทางสังคม