“นราพัฒน์” ลงพื้นที่มอบเครื่องจักรกลทางการเกษตรและเร่งช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ จังหวัดเชียงใหม่
เกษตรกรแปลงใหญ่ข้าวที่เชียงใหม่ ยิ้มร่าขอบคุณกระทรวงเกษตรฯยุค“เฉลิมชัย”ทำได้ไว ทำได้จริง มอบรถไถ รถเกี่ยวข้าว รวม 2.99 ล้าน ช่วยพัฒนาอาชีพ เตรียมต่อยอดทำข้าวถุงขาย เอาเงินเพิ่ม
“นราพัฒน์ แก้วทอง” ยิงตรงเชียงใหม่ช่วยพัฒนาชาวนาภาคเหนือ เป็นประธานมอบรถไถ และรถเกี่ยวข้าว มูลค่า 2.99 ล้าน ตามโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ที่กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวตำบลแช่ช้าง เกษตรกรยิ้มร่าขอบคุณ”ดร.เฉลิมชัย”ทำได้ไว ทำได้จริงลั่นทุ่ง เตรียมต่อยอดแปรรูปทำข้าวถุงขายเอาเงินเพิ่ม
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคเหนือ และผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเก้าธรัช เทียนมงคล คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามผลความก้าวหน้าโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด พร้อมเป็นประธานในพิธีมอบเครื่องจักรให้กับกลุ่มเกษตรกรทำนาแปลงใหญ่ข้าวตำบลแช่ช้าง หมู่ที่ 3 บ้านปาเป่า ตำบลแช่ช้าง อำเภอสันกำแพง โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเกษตรกร รวมถึงผู้นำท้องถิ่น ร่วมเป็นสักขึพยานเป็นจำนวนมาก ณ ที่ทำการกลุ่มเกษตรกรทำนาแปลงใหญ่ข้าวตำบลแช่ช้าง
นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคเหนือ และผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ จึงกำหนดนโยบายและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องที่เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรสูงสุด ซึ่งโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เป็นหนึ่งในการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้งบประมาณสนับสนุน ภายใต้แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กลุ่มที่ 3
“ โครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อวัตถุประสงค์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม รวมทั้งเครือข่ายความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆในการร่วมกันบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ และยกระดับการผลิตไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมพลังงาน และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และยาที่มีมูลค่าเพิ่มสูง”
“โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ได้เปิดให้แปลงใหญ่ที่ผ่านการรับรองและอยู่ในระบบ Co-farm.doae.go.th ของกรมส่งเสริมการเกษตร เสนอความต้องการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ โดยมีแปลงใหญ่เสนอขอรับการสนับสนุนถึง 5,250 แปลง โดยกลุ่มเกษตรกรทำนาแปลงใหญ่ข้าวตำบลแช่ช้าง มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และได้ผ่านการพิจารณาอนุมัติ สนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ตามที่เสนอประกอบด้วย รถแทรคเตอร์ ขนาด 40 แรงม้าพร้อมใบมีดดันดินหน้า จำนวน 1 คัน และรถเกี่ยวนวด ขนาด 175 แรงม้า พร้อมอุ้มขนาด 2 ตัน จำนวน 1 คัน และเครื่องอัดฟาง จำนวน 1 คัน รวมทั้งสิ้น 2,995,000 บาท โดยการที่เกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ ได้มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่หลากหลายมาประยุกต์ใช้ จะช่วยทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพ เกิดความเข้มแข็งในการบริหารจัดการแปลงใหญ่ สามารถต่อยอดด้านคุณภาพมาตรฐาน แปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงการตลาด และสร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและผลตอบแทนจากการผลิต การลดต้นทุนการผลิต รายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน อันเป็นเป้าหมายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ในการส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรทั่วประเทศ ในแบบที่ทำได้ไว และทำได้จริง ” นายนราพัฒน์ กล่าว
ด้านนายบุญมี สุรินทเต๊ะ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำนาแปลงใหญ่ข้าวตำบลแช่ช้าง กล่าวเพิ่มเติมว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้รับมอบเครื่องจักร ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาอาชีพการปลูกข้าวของเกษตรกรสมาชิก เพราะช่วยแก้ปัญหาทั้งด้านต้นทุนการผลิต การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน อีกทั้งยังทำให้มีประสิทธิภาพในการทำนาเพิ่มขึ้น เพราะมีรถแทรคเตอร์ และรถเกี่ยวนวดมาช่วยให้บริการแก่สมาชิก ดังนั้นต้องบอกว่า ปลาบปลื้มมากกับกับการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และต้องขอขอบคุณ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน และนายนราพัฒน์ แก้วทอง เป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่ช่วยมาในครั้งนี้ ช่วยทำให้เกิดการพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นได้
“ ปัจจุบันทางกลุ่มมีสมาชิกทั้งสิ้น 194 คน พื้นที่การปลูกข้าว 2,100 ไร่ มีปริมาณผลผลิตข้าวจำนวน 900 ตันต่อฤดูกาลผลิต เมื่อมีเครื่องจักเข้ามาช่วย ทางกลุ่มมีแผนที่จะเพิ่มพื้นที่การปลูกข้าวพันธุ์ กข. 43 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ข้าวที่เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่เป็นโรคเบาหวาน และจะทำการแปรรูปเพื่อจำหน่ายในลักษณะการบรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัม จำหน่ายที่ราคาถุงละ 120 บาท ซึ่งทางกลุ่มจะมีรายได้หลังค่าต้นทุนแล้วอยู่ที่ร้อยละ 35 ต่อถุง ซึ่งเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับข้อแนะนำของ นายนราพัฒน์ แก้วทอง ที่อยากให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยการแปรรูปผลผลิตจำหน่ายเองโดยตรง”นายบุญมี กล่าวในที่สุด